แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

รักที่ทำร้าย

 

รักที่ทำร้าย

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง


“บัว” หญิงสาวชาวกรุงเทพฯ วัย 21 ปี เธอมาขอรับความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉินพร้อมลูกสาววัย 3 ขวบ ด้วยปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากสามีมักมีอารมณ์ที่รุนแรงโมโหร้าย ทำร้ายทั้งร่างกายจิตใจ รวมทั้งกักขังหน่วงเหนี่ยว

ครอบครัวเดิมของบัวพ่อแม่เป็นคนกรุงเทพฯ บัวเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ พ่อมีอาชีพรับซื้อและขายของเก่า ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ฐานะไม่ดีมากแต่สภาพครอบครัวก็อบอุ่น ซึ่งบัวยอมรับว่าตนเองพอเข้าช่วงวัยรุ่นก็เกเรและติดเพื่อนเองไม่ได้มีปัญหาครอบครัว

 ต่อมาในช่วงที่บัวกำลังเรียนชั้นม.2 เกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต พ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัวเสียชีวิต ครอบครัวที่เหลือเพียงบัวและแม่จึงเสียศูนย์ เมื่อพ่อจากไปเธอกับแม่จึงเหมือนเรือที่ขาดหางเสือ ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ต้องย้ายออกไปอาศัยญาติ ต่อมาก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมขณะที่บัวกำลังเรียนชั้น ม.3จึงต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน จนต่อมาเมื่อบัวอายุได้ 16 ปี  บัวและแม่ย้ายไปอยู่บ้านป้าที่ต่างจังหวัด บัวและแม่ออกทำงานรับจ้าง ชีวิตเหมือนจะดีขึ้นแต่ก็ไม่ใช่ เพราะบัวเกิดมีปากเสียงกับลูกของป้า เธอจึงย้ายกลับมาอยูกรุงเทพฯมาอยู่กับแฟนตอนอายุได้ 17 ปี

แฟนของบัวชื่อนาย “เจมส์” เป็นแฟนที่คบหากันตั้งแต่สมัยอยู่กรุงเทพฯ เมื่อบัวย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดยังคุยติดต่อกันทางเฟซบุ๊กและนัดเจอกันเรื่อยมา ส่วนแม่ของบัวก็ย้ายตามกลับมาเช่าบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯเช่นเดียวกัน  บัวเล่าว่า พอย้ายมาอยู่กับเจมส์ ทั้งเธอและเจมส์ก็ไม่ได้ทำงานอะไร เพราะบ้านเจมส์ค่อนข้างมีฐานะพ่อกับแม่เจมส์แยกทางกัน แต่ก็เช่าบ้านให้เจมส์อยู่กับพี่สาวและส่งเงินให้ใช้ตลอดไม่ทำงานอะไรก็มีเงินใช้ ซึ่งการอยู่กินกับเจมส์นั้นบัวต้องอยู่ในโอวาทของเจมส์ตลอดห้ามคบหาใครคนอื่นห้ามคุยกับเพื่อนเพราะเจมส์จะขี้หึงมาก ในระยะ 2 - 3 ปีแรกที่อยู่ด้วยกันเจมส์ไม่ออกไปทำงานเลยเพราะต้องอยู่คอยเฝ้าบัว ทำให้บัวรู้สึกอึดอัดมาก เมื่อถามว่าตอนที่คบหากันเขาเป็นอย่างนี้ไหมบัวแจ้งว่าตอนที่คบหากันเขาก็เป็น คุยเฟซบุ๊กกันเขาจะให้เธอเปิดกล้องไว้ให้ดูตลอดว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน ในช่วงนั้นบัวไม่ได้รู้สึกว่ามากเกินไปเธอบอกว่า

“ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันมากเกินไป เพราะว่าแต่ก่อนจะมีแฟนคนนี้ก็เคยคุยกับหลายคนเขาก็จะไม่จริงจังไม่สนใจคุย ๆ หาย ๆ แต่คนนี้เราก็คิดว่าเพราะเขาใส่ใจเรา เขารักเรา เพราะหนูยังเด็กเขาจริงจังกับเรานะใส่ใจเรานะไม่เคยคิดว่าเขาจู้จี้อะไรแบบนี้”

อยู่ด้วยกันได้ 6 เดือน บัวก็ตั้งครรภ์ เธอบอกว่า “หนูอยากมีลูกไม่ได้ป้องกันไม่ได้คิดว่ามันจะแบบ  ...แย่” หลังคลอดลูก เมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน นายเจมส์ก็ได้งานทำเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยช่วงที่ไปทำงานเขาก็จะล็อคบ้านไว้ให้บัวอยู่กับลูกสองคนในบ้านกลางคืนเขาไปทำงานก็ล็อคบ้านตลอด เขาจะหวาดระแวงว่าบัวจะมีคนใหม่ ยิ่งพอไปทำงานเขาได้ลองเสพยาไอซ์กับเพื่อนร่วมงานจนติดยาก็มีอาการหนักขึ้นเธอจะคุยเฟซบุ๊กกับเพื่อนก็ไม่ได้ เขาจะคอยเช็กดูตลอดเพราะเขารู้รหัสเฟซบุ๊กของเธอ บัวบอกว่า “แม้แต่กูเกิ้ลเขาก็หึงเขาหาว่าหนูคุยกับฝรั่ง หนูจะพาลูกออกไปเล่นสนามเด็กเล่นหรือนอกห้องก็ไม่ได้เขากลัวหนูไปเจอผู้ชายข้างห้อง เจอผู้ชายคนอื่น”

บัวยังบอกอีกว่าเธอเคยพยายามจะคุยกับเขาแต่ก็ปรึกษาหารือไม่ได้เลย ทะเลาะกันตลอด เขาไม่เคยยอมรับตัวเองว่าที่เขาเป็นแบบนี้มันผิดปกติเขาไม่ไปรักษา เขาบอกว่าเป็นเพราะบัวที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ กับลูกเขาก็เข้มงวดถ้าไม่ได้ดั่งใจเขาก็ตี บัวเคยหนีไปอยู่กับแม่แต่เขาก็รู้จักบ้านแม่เขาก็ไปอาละวาดตามกลับมา แรก ๆ เขาบอกจะปรับปรุงตัวแต่ได้ไม่นาน กลับมาอยู่ด้วยกันเขายิ่งหวาดระแวงกว่าเดิม ถึงแม้ต่อมาเขาจะเลิกเสพยาแล้วแต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม บัวคิดว่าเป็นเพราะแต่ก่อนพ่อของเขาทำกับเขาแบบนี้มาก่อนเข้มงวดบงการชีวิตไม่ให้ออกจากบ้านและทุบตี  เขาก็เลยเก็บกดมาทำกับลูกกับเมียต่อ เขาจะหวาดระแวงทุกอย่าง บางครั้งกับลูกเขาก็จะพาไปตรวจอีเอ็นเอเขาว่าไม่ใช่ลูกของเขาทั้งที่เขาขังบัวไว้ในบ้านตลอดไม่ให้ไปไหนเลย บัวเล่าถึงพฤติกรรมของนายเจมส์อีกว่า

“มีตอนกลางคืน หนูตื่นมาไม่เจอเขาก็ตามหาว่าเขาอยู่ที่ไหน ...ที่ไหนได้เขาแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้า(ตู้พลาสติกมีซิป) เพื่อแอบดูว่าหนูจะคุยกับใครไหม หนูจะทำอะไรถ้าเขาไม่อยู่ หนูจะหนีเขาไปไหม คือเขาโรคจิตมาก”

นอกจากนี้บัวยังเปิดใจเล่าให้ฟังในอีกปัญหาหนึ่งที่เธอรู้สึกไม่ไหวกับผู้ชายคนนี้ คือ

“ที่หนูรับไม่ได้อีกเรื่องคือเขามีอารมณ์ทางเพศสูงมาก ถ้าเขาต้องการต้องมีถ้าไม่ยอมก็มีเรื่องกันจนหนูต้องยอม ลูกอยู่ด้วยตื่นหรือหลับก็ต้องมี ท้องเพิ่งคลอดเขาก็ไม่สนใจถ้าเขาต้องการเขาต้องได้ คืออย่างน้อยเขาต้องได้วันละครั้ง เขาไม่สามารถควบคุมได้เลย เขาไม่สนใจว่าหนูจะพร้อมหรือไม่พร้อม หนูไม่โอเคกับเรื่องนี้ถ้าหนูไม่คุมหนูคงมีลูกกับเขาแบบหัวปีท้ายปีอ่ะ”

เมื่อถามบัวว่าแล้วมีอะไรที่ทำให้เราคิดว่าอยู่กับคนนี้ไม่ได้แล้วเธอบอกว่า

“ใช้ชีวิตกับเขามันน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เวลาทะเลาะกันเขาก็จะชอบพูดว่า กูอยากจะฆ่ามึงจริง ๆ เขาพูดบ่อยมากหนูก็กลัวไม่รู้เขาจะมาปาดคอเราตอนไหนเพราะเขาเคยเอามีดดาบหัวตัดที่เขาบอกว่าซื้อไว้ป้องกันตัวออกมาชี้หน้ามาขู่อยู่ตลอด ถ้าอยู่กับเขาก็ไม่รู้จะตายวันไหน”

บัวรู้จักบ้านพักฉุกเฉินจากเพจเฟซบุ๊กก็เลยหาโอกาสพาลูกออกมา ปัจจุบันบัวกับลูกอยู่ในความดูแลของบ้านพักฉุกเฉินมาเป็นระยะเวลาได้เกือบสองเดือนแล้ว เมื่อมาอยู่บ้านพักก็รู้สึกดีไม่เครียด มีเพื่อนและมีกิจกรรมให้ทำ ชีวิตหลังจากนี้บัววางแผนไว้ว่า จะไม่กลับไปหาเขาอีกขออย่าได้พบเจอกับเขาอีกเลย เธอจะฝากลูกที่บ้านพักฉุกเฉิน ไปทำงานและเธอก็อยากเรียนต่อกศน. เพราะตอนอยู่กับนายเจมส์เขาไม่ให้เธอเรียน เธออยากได้โอกาสและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

.........................................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113     E-mail: admin@apsw-thailand.org     เว็บไซต์สมาคม  www.apsw-thailand.org หรือบริจาคเงินผ่าน ปันบุญ

วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2564

ฝันร้ายของน้ำ

 

ฝันร้ายของน้ำ

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง


  

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หนีไม่พ้น

 

หนีไม่พ้น

Based on true story by emergency home
เจ้าของเรื่อง : ผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน : จิตรา นวลละอออง

 

   เหตุใดมนุษย์ที่เหนือกว่าทางด้านสรีระจึงมักใช้กำลังข่มเหงคนที่อ่อนแอหรือด้อยกว่าทั้งทางสติปัญญา และความแข็งแรงทางร่างกาย... ถ้าทางจิตวิทยาคงจะอธิบายถึงสัญชาติญาณความก้าวร้าวของมนุษย์ หรือไม่ก็เพราะว่าผู้กระทำเคยมีประสบการณ์ความรุนแรงในวัยเด็กมาก่อน... หรือเราอาจอธิบายด้วยทฤษฎีชายเป็นใหญ่... มีหลากหลายเหตุผลที่นักวิชาการมักพยายามค้นหาสาเหตุหรือเหตุผล แต่หากเราเป็นผู้ถูกกระทำคงไม่อยากรู้หรือเข้าใจสาเหตุเท่าใดนัก เราเพียงต้องการป้องกันตัวให้พ้นภัยจากคนเหล่านี้ ไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อ หรือจะมีวิธีจัดการผู้ที่กระทำกับเราหรือจัดการกับผู้ที่กระทำต่อคนที่อ่อนแอกว่าอย่างไร

       ในช่วงเช้าตรู่ของวันหนึ่ง สถานพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งได้นำส่งผู้หญิงสาว หน้าตาดี วัย 26 ปี คนหนึ่งมาให้บ้านพักฉุกเฉินช่วยดูแล เธอบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ เธอชื่อ เจี๊ยบ

     เจี๊ยบเล่าว่า เธอเป็นหนึ่งในจำนวนคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะความยากจนเป็นเหตุ เจี๊ยบเป็นลูกคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 9 คน พ่อกับแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เจี๊ยบเรียนจบชั้นป.6 แม้เธอจะเป็นเด็กเรียนดีแต่ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ได้เรียนต่อ พี่สาวจึงพาน้องสาวไปสมัครทำงานโรงงานทั้งที่อายุยังไม่ถึงวัยทำงาน ดังนั้นค่าแรงของเจี๊ยบก็น้อยนิดเท่าวัยของเธอเช่นกัน เธอจึงทำงานที่นี่ได้ไม่นานเพราะค่าจ้างไม่พอเลี้ยงปากท้อง เจี๊ยบออกมาทำงานรับจ้างทั่วไปและพักอยู่ที่บ้าน จนอายุได้ 17 ปี เจี๊ยบถูกจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่เจี๊ยบไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย แต่เจี๊ยบไม่มีทางเลือกเธอต้องแต่งงานและโยกย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่กับชายแปลกหน้าที่กลายเป็นสามีของเธอโดยไม่ได้รัก

    ชีวิตครอบครัวของเจี๊ยบไม่มีความสุขเลย ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่เคยรักสามี และพาลหาเรื่องทะเลาะกับสามีแทบทุกวัน สามีก็เอาแต่กินเหล้าเมายา ไม่รับผิดชอบครอบครัว ญาติๆ สามีก็ไม่มีใครสนใจใยดีในตัวเจี๊ยบ 

    เจี๊ยบท้องลูกคนแรกตอนอายุเพียง 18 ปี เพราะเจี๊ยบไม่เคยรู้เรื่องการคุมกำเนิด สามีของเธอดีใจมาก แต่ ก็แค่ในช่วงแรก ๆ เท่านั้น เพราะไม่นานก็กลับมาทะเลาะกันเช่นเดิม ซ้ำสามียังทุบตีทำร้ายเจี๊ยบ แม้เจี๊ยบจะอุ้มท้องลูกของเขาก็ตาม เจี๊ยบต้องอดทนเก็บเรื่องราวอันแสนเศร้าไว้กับตัวเองคนเดียวเพื่อลูกและครอบครัว... เธอยังมีความคาดหวังว่าเมื่อเธอคลอดลูกแล้วสามีคงดีขึ้น แต่เราไม่ควรคาดหวังกับสามีของเจี๊ยบมากมายนักเพราะเขามีแต่ทำให้ทุกอย่างแย่ลง ทั้งอาละวาด ทุบตีทำร้ายและทำลายข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน จนเจี๊ยบหมดความอดทนเธอพาลูกหนีไปหาแม่ แต่ก็คงไม่พ้นเพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน สามีตามมาง้อขอให้เจี๊ยบกลับบ้าน เขาจะปรับปรุงตัว ขอให้เห็นแก่ลูก แล้วเจี๊ยบก็ใจอ่อน 

    เธอพาลูกกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวกับเขาอีกครั้ง แต่ก็แค่ช่วงแรกๆเท่านั้น(อีกแล้ว) สามีคนเดิมคนโหดของเจี๊ยบก็กลับมาพร้อม ๆ กับที่เจี๊ยบก็ท้องลูกคนสุดท้อง สามีดีใจเหมือนเดิม และยังมีพฤติกรรมทุบตีทำร้ายเหมือนเดิม 

    ตอนลูกคนเล็กอายุได้ 3 ขวบ เจี๊ยบจึงหนีอีกครั้ง คราวนี้เจี๊ยบไปหาพี่สาวที่อีกจังหวัดหนึ่ง สามีไม่เคยตามไปง้อขอคืนดีกับเจี๊ยบอีกเลย จนอีกประมาณครึ่งปีสามีต้องการมีครอบครัวใหม่จึงติดต่อขอหย่าขาดจากเจี๊ยบโดยแบ่งลูกไปดูแลกันครอบครัวละหนึ่งคน 

 เจี๊ยบได้ลูกคนเล็กมาอยู่ในความดูแล และพาไปฝากพี่สาวเลี้ยงให้ ส่วนตัวเองเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และส่งเงินให้พี่สาว เบื้องต้นเจี๊ยบได้ทำงานรับจ้างทั่วไป เช่น รับจ้างเป็นแม่บ้าน รับจ้างทำความสะอาด... แล้วเจี๊ยบก็ได้พบและอยู่กินกับผู้ชายคนใหม่ อยู่ด้วยกันได้ประมาณ 5 เดือนก็ต้องแยกทางกันเพราะเขามีเมียน้อย…

         หลังจากนั้นเจี๊ยบจึงไปทำงานรับจ้างเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ห้างแห่งหนึ่ง... เจี๊ยบทำงานอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 1 เดือน ชีวิตที่คาดว่าน่าจะลงตัวของเจี๊ยบก็มีอันต้องพลิกผัน... เพราะเจี๊ยบถูกหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานทำร้ายทางเพศ... เหตุการณ์ที่เกิดเจี๊ยบไม่อยากจะเอ่ยถึงมันเลยเพราะมันเป็นฝันร้ายสำหรับเธอ แต่เธอก็ฝืนความรู้สึกเล่าให้กับเราได้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่เพศหญิงที่อ่อนแอกว่าเพศชายได้ระแวดระวังภัยไว้ว่า... 

    "ในวันนั้นเป็นช่วงเย็น หัวหน้างานของเจี๊ยบดื่มเหล้าอยู่กับเพื่อนร่วมงานผู้ชายคนหนึ่ง เขาทั้งสองคนดูท่าทางเมามาก แต่หัวหน้าก็ได้เรียกเจี๊ยบเข้าไปคุยในห้องเขาบอกว่าจะคุยเรื่องงานเพราะเจี๊ยบเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่... เจี๊ยบไม่ได้คิดระแวงอะไรเธอจึงตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของผู้ชายสองคน พวกเขาพยายามปล้ำกอดและถอดเสื้อผ้าของเธอเจี๊ยบรู้แล้วว่าพวกมันพยายามจะข่มขืนเธอ ชายคนหนึ่งจับและทำหยาบคายกับร่างกายส่วนบน อีกคนใช้มือทำร้ายร่างกายส่วนล่างของเธอ... เจี๊ยบ ร้องต่อสู้ดิ้นทุรนทุรายแต่ไม่เป็นผล... เจี๊ยบเจ็บปวดมากจนหมดสติไป เมื่อเธอตื่นมามีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศเป็นลิ่ม ๆ เธอไม่อาจรู้ได้ว่าช่วงที่เธอหมดสติไปคนชั่วพวกนี้ทำอะไรกับร่างกายของเธอบ้าง... เมื่อเธออยู่ในสภาพที่ย่ำแย่หัวหน้างานคงกลัวความผิดจึงลนลานรีบพาเจี๊ยบไปตรวจที่คลินิกแห่งหนึ่ง แพทย์ตรวจและฉีดยาแก้ปวดให้ เมื่อกลับมาหัวหน้างานพยายามหว่านล้อมเจี๊ยบไม่ให้เอาเรื่องตน แต่เจี๊ยบยังไม่มีแก่ใจคิดเรื่องนั้นเพราะเลือดยังออกอยู่เรื่อย ๆ เธอจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้หญิงให้ช่วยพาไปหาหมอ และแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวเจี๊ยบไปรับการรักษาที่รพ.ตำรวจ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้กระทำโดยตำรวจสามารถจับหัวหน้างานได้ซึ่งเขาก็ยอมรับสารภาพ ส่วนอีกคนนั้นหลบหนีไป หลังจากออกจากโรงพยาบาลตำรวจเจี๊ยบได้รับการส่งตัวเข้ามาพักฟื้นร่างกายและจิตใจที่บ้านพักฉุกเฉิน "

    ระหว่างรอความคืบหน้าด้านคดี เจี๊ยบใช้เวลาว่างในการเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ จนกระทั่งเธอหายดีจึงได้ออกไปทำงาน ระหว่างที่เจี๊ยบเล่าเรื่องพวกนี้ให้เราฟังเธอได้ตั้งคำถามว่า.. "หนูไม่เข้าใจทำไมพวกเขาต้องทำหนูๆไม่เคยทำความเจ็บช้ำน้ำใจอะไรให้เขาเลย... แล้วทำไมหนูจึงหนีไม่พ้นคนพวกนี้สักที…"

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org

Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org

วันพุธที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

ชีวิตที่เลือกไม่ได้

ชีวิตที่เลือกไม่ได้

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

เจ้าของเรื่อง: ผู้หญิงที่พักพิงอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน  / ผู้เขียน: จิตรา นวลละออง

“อารี” เด็กสาววัยรุ่น ผิวขาว ผมยาวหยักศก รูปร่างเธอสูงโปร่งสมส่วน เธออยู่ในชุดเครื่องแบบของสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง เธอกำลังหัวร่อ และพูดคุยเย้าแหย่อยู่ในหมู่เพื่อนฝูงวัยเดียวกัน หากเรามอง และตัดสินคนจากภาพภายนอก ณ ขณะนั้นเธอก็คือเด็กสาววัยสดใสธรรมดา ๆ  คนหนึ่ง  แต่กว่าจะมาถึงวันนี้เธอผ่านอะไรมามากมายกว่าที่ใคร ๆ จะคาดคิด...

บางครั้งความยากจน ก็ทำให้ตัวเลือกในชีวิตของคนเราน้อยลงไปด้วย อย่างเช่นชีวิตของ อารีและแม่ หลังจากพ่อแท้ ๆ ได้หายตัวไปไม่นาน แม่ซึ่งต้องแบกรับภาระหาเลี้ยงครอบครัวเพียงลำพังจึงได้พบเจอกับผู้ชายคนใหม่ที่ดูดี และน่าจะเป็นหลักยึดให้กับชีวิตของเธอและบุตรสาวที่กำลังซวนเซเพราะขาดผู้นำครอบครัว แต่ชีวิตกลับพลิกผันไม่เป็นไปอย่างที่คิด

เมื่อในเช้าวันหนึ่ง แม่ออกไปทำงานตามปกติ  ส่วนอารีไม่ได้ไปโรงเรียนเนื่องจากไม่สบาย อารีทานยาลดไข้ และหลับไหลไปอย่างง่ายดาย พ่อเลี้ยงที่อารีรัก และเคารพประหนึ่งเป็นพ่อแท้ ๆ ของตนเองได้ฉวยโอกาสนั้นเข้ามาข่มขืนอารี เด็กหญิงที่มีอายุเพียง 14 ปี  อารีไม่รู้ตัวว่าเธอถูกลักหลับ เธอตื่นขึ้นมาพบว่าร่างกายส่วนล่างมีเลือดออก เด็กหญิงผู้ไร้เดียงสาคิดว่าเป็นประจำเดือนที่มาตามธรรมชาติของเพศหญิง จึงมิได้เฉลียวใจว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้น จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงอันเลวร้ายแทบจะที่สุดในชีวิตของลูกผู้หญิง ก็ว่าได้

          จากวันนั้นผ่านมาราว ๆ 6 เดือน อารีมีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงไป เธออ้วนขึ้น โดยเฉพาะตรงช่วงท้องที่เพิ่มขนาดขึ้นจนผิดสังเกต จนแม่คิดว่าอารีอาจป่วยเป็นเนื้องอกในมดลูก จึงพากันไปโรงพยาบาล แพทย์แจ้งผลตรวจที่ทำให้สองแม่ลูกรู้สึกช็อค คำถามมากมายเกิดขึ้นกับแม่ลูกคู่นี้ ท้องจริงเหรอ?  ท้องได้อย่างไร?  ท้องกับใคร?  เมื่อไร?  แล้วคำถามต่างๆ ก็เฉลยด้วยตัวมันเอง  เมื่อพ่อเลี้ยงรับรู้ว่าอารีตั้งท้อง  เขาก็ได้หายตัวไป และอารีได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเธอไม่สบายให้แม่ฟัง

ความเศร้าเสียใจ  ความโกรธแค้น  ที่ผู้ชายที่เธอรักทำกับลูกสาวของเธอถาโถมเข้าใส่ และลงท้ายด้วยความรู้สึกผิด และเจ็บใจตัวเอง ที่ชักพาสัตว์นรกในคราบมนุษย์เข้ามาในชีวิตบุตรสาว  แม่ของอารีไปแจ้งความในทันที  และอารีไม่สามารถที่จะพักอาศัยอยู่ในความดูแลของแม่ในบ้านเดิมได้ ทั้งอับอายคนในชุมชน ทั้งความหวาดระแวงว่าพ่อเลี้ยงที่เปรียบดั่งซาตานในคราบชายสูงวัยใจดี จะกลับมาก่อกรรมกับเธออีก  จากความช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อารีจึงได้ถูกส่งตัวมาพักอยู่ในความดูแลของบ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง

อารีเด็กสาววัยรุ่นเธอถูกยัดเยียดให้เป็นแม่ต้องอุ้มท้องเด็กที่เธอไม่รู้ว่า เธอจะรักเขาได้หรือเปล่า อารีถูกทำให้ไม่มีทางเลือก จากน้ำมือของผู้ชายที่เธอเรียกว่า...พ่อ

ระยะเวลาไม่นานในความเป็นจริง แต่ช่างยาวนานในความคิด และความรู้สึก อารีได้ให้กำเนิดเด็กทารกเพศหญิงก่อนกำหนด เด็กน้อยมีอายุเพียง 30 นาทีก็จากไป อารีสับสนเธอดีใจ และเสียใจปะปนกัน อารีคงเป็นคนเลวน่าดูที่ดีใจโล่งใจที่เด็กคนนั้นตายเสียได้ แต่อีกฟากหนึ่งของความรู้สึก อารีก็รู้สึกใจหาย และเศร้าสลด นั่นคงเป็นสัญชาติญาณของเพศแม่ที่ต้องสูญเสียลูกไป แต่หากลูกของอารียังมีชีวิตอยู่อารีจะรักลูกได้อย่างสนิทใจหรือไม่ อารีจะเอาความกลียด ความโกรธแค้น ความกดดันต่าง ๆ มาหล่อเลี้ยงเด็กคนนี้ที่ทำให้ชีวิตอารีมีทางเลือกน้อยลง หรือแทบไม่มีทางเลือกเลยหรือไม่ อันนี้อารีก็ไม่แน่ใจ เพราะเท่าที่ผ่านมาอารีเจ็บปวดเหลือเกิน แม้จะมีผู้คนมากมายรับฟังเรื่องราวของอารี และบอกกลับมาว่าเข้าใจ... เห็นใจ... แต่จริงๆ แล้วก็ไม่มีใครสามารถเข้าใจ และเจ็บปวดอย่างลึกซึ้งจนติดตัวไปจนตายได้เท่ากับ อารี...

ปัจุบัน อารี และผู้เป็นแม่ ได้ผ่านกระบวนการการช่วยเหลือของบ้านพักฉุกเฉินไปแล้ว ทั้งเรื่องการดูแลด้านคดีความ การส่งเสริมด้านการศึกษาให้กับอารี รวมทั้งการช่วยเหลือสงเคราะห์ครอบครัวเมื่ออารีและแม่ออกไปดำเนินชีวิตในสังคมภายนอก แม้ว่าในจิตใจของอารีจะยังคงมีบาดแผลที่กลายเป็นรอยด่างในชีวิตที่ไม่มีวันที่เธอจะลืมได้ แต่ชีวิตของอารีและแม่ก็ต้องก้าวเดินต่อไป...

........………………………………………………………………………………………………….......... 

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113   E-mail: admin@apsw-thailand.org    เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org     

 


วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ซาตานในร่างนักบุญ


ซาตานในร่างนักบุญ

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง
           

         คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคแห่งการแข่งขัน เร่งรีบ ยิ่งในครอบครัวที่หาเช้ากินไม่พอค่ำแล้วนั้น การทำมาหากินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนในครอบครัวนั้น ๆ ช่วงเวลาในการอยู่ร่วมกัน หรือการดูแลเอาใจใส่กันก็ลดน้อยลงไปด้วย            สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกในวัยเรียนก็คิดว่าหมดห่วง ภาระในการเลี้ยงลูกลดลงเพราะโรงเรียนและครู อาจารย์ ได้รับช่วงต่อไป พ่อแม่จะได้เอาเวลาไปทำงานให้ได้มากที่สุด  ดังนั้นเมื่อลูกได้เปลี่ยนสังคมใหม่จากบ้านสู่โรงเรียน ความไว้วางใจ ความศรัทธา ทั้งหมดจึงไปอยู่ที่ครู อาชีพครูนั้น เป็นอาชีพที่น่าเคารพถือเป็นแม่พิมพ์ เป็นเรือจ้าง ที่รับส่งลูกศิษย์จนถึงฝั่ง ...แต่ในบางครั้ง ครู ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งคนดี คนชั่ว มีทั้งคนที่สามารถยับยั้งควบคุมกิเลสตัณหาได้ และคนที่ควบคุมยับยั้งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เลย และคนเหล่านั้นได้มาประกอบอาชีพอันน่าเคารพยกย่องนี้... มีพ่อแม่หลายคนที่ปล่อยลูกให้อยู่ในการดูแลของครู โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ภายใต้หน้ากากที่ดูน่าเคารพ และมีเกียรตินั้น ได้ซ่อนเขี้ยวเล็บและความโฉดชั่วไว้เพื่อรอวันฝังคมเขี้ยวอสรพิษร้ายไว้ที่ลูกหลานของตน ดังเช่น ครอบครัว ยากจน ครอบครัวหนึ่ง นั่นคือ ครอบครัวของเด็กสาวที่ชื่อ "ปลาย"
          ครอบครัวของปลายมีฐานะยากจน พ่อแม่ทำงานรับจ้างทั่วไป เพราะไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ปลายเป็นลูกคนเดียว ภายในครอบครัวก็รักใคร่กันดี  พ่อแม่ของปลายก็คล้าย ๆ กับคนทั่วไปที่ให้ความนับถือและไว้วางใจคนที่เป็นครูของลูก และยิ่งในสังคมต่างจังหวัดด้วยแล้วมักยกย่องว่าครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกด้วยซ้ำ  ดังนั้นเมื่อมีครูผู้ชายคนหนึ่งที่โรงเรียนมาขอตัวปลายไปรับจ้างทำความสะอาดที่บ้านพัก พ่อกับแม่จึงอนุญาต ขณะนั้นปลายกำลังเรียนอยู่ระดับมัธยมต้น แรก ๆ ปลายก็ไปทำงานที่ได้รับมอบหมายตามปกติ งานที่ทำก็จะเป็น การกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน  และซักเสื้อผ้า ซึ่งไม่ได้หนักหนาอะไร  และยังได้ค่าจ้างไว้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนด้วย  ชีวิตช่วงนี้ของปลายก็มีความสุขดี เช้าไปโรงเรียนตามปกติ หลังเลิกเรียนก็ไปทำความสะอาดบ้านคุณครู พ่อแม่ก็หมดห่วงที่ลูกไปทำงานบ้านครูไม่ได้ไปเที่ยวเตร่เหลวไหลที่ไหน
แต่ไม่นานครูก็ได้ลอกคราบกลายเป็นซาตานร้ายที่ใช้กำลังบังคับข่มขืนเธอ   ซ้ำหลังจากเสร็จกิจแล้วยังข่มขู่ปลายว่าถ้านำเรื่องนี้ไปบอกให้คนอื่นรู้ หรือเรื่องถึงตำรวจเมื่อใดจะตามไปฆ่าทิ้งทั้งครอบครัว ด้วยความเป็นเด็กปลายหวาดกลัวอย่างมาก ไม่กล้าบอกใคร เธอจึงต้องตกเป็นเหยื่ออารมณ์ทางเพศของครูคนนั้นหลายครั้ง โดยที่ไม่มีใครเอะใจสงสัยเลย      เด็กหญิงอายุ 13 ปี ต้องกล้ำกลืนฝืนทนมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เธอเรียกว่าครูอยู่เรื่อยมา เธอต้องยอมเพราะครูเป็นคนที่มีอำนาจและฐานะทางสังคมที่เหนือกว่าเธอและครอบครัว ถ้าคนอื่นรู้ความจริงจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอและพ่อกับแม่...
แต่สุดท้ายปลายก็ไม่สามารถแบกรับเรื่องราวเหล่านั้นไว้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียวได้อีกต่อไป  ปลายจึงตัดสินใจเล่าให้พ่อฟัง . แล้วทุกอย่างก็ได้ดำเนินไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น
         ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายต่าง ๆ ปลายจึงได้เข้ามาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉิน เพื่อพักฟื้นและเยียวยาจิตใจ ภายนอกปลายอาจดูเป็นเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ที่สนุกสนานร่าเริง ซึ่งบางครั้งเราจะพบว่าปลายร่าเริงจนเกินปกติ เหมือนเธอแสร้งแสดงอาการเหล่านั้นออกมา ซึ่งจริง ๆ แล้วปลายรู้สึกเสียใจ ปลายมองไม่เห็นอนาคต เธอรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อแม่เสียใจและผิดหวัง ภายในจิตใจเธอร้องไห้  ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของเธอเลย
         เราเชื่อว่ายังมีผู้หญิง และเด็กอีกหลายคนในหลายมุมของโลกใบนี้ที่ต้องพบกับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ  และความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะจากคนใกล้ตัว      อาชีพ ฐานะ และการศึกษา ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถการันตีความเป็นคนดีของมนุษย์ได้เลย

...……………………………………………………………………………………………………………
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org   

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2563

ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน?


ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน?

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน  
  ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง

ตะวัน” หญิงสาวผิวขาว อายุ 29 ปี ขณะนี้เธอกำลังตั้งครรภ์เป็นครั้งที่สอง เธอเป็นคนต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ มาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว พ่อแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธออายุได้เพียง 9 ขวบ หลังจากพ่อแม่แยกทางกัน พี่สาวและแม่ส่งให้ตะวันเรียนจนจบป.6   แม้ว่าท่านทั้งสองจะอยากส่งให้ตะวันเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก แต่ตะวันก็ไม่อยากเรียนเธออยากทำงานมากกว่า ตะวันจึงออกมาทำงานรับจ้างที่ร้านวีดีโอแห่งหนึ่ง ซึ่งรายได้ก็ไม่ได้มากมายนัก แต่ว่าอาศัยกินอยู่ที่บ้านนายจ้างก็พออยู่ได้ 

จนกระทั่งตะวันอายุได้ 17 ปี เธอจึงได้พบกับ “นายวัฒนา” ซึ่งเป็นลูกค้ามาเช่าวีดีโอที่ร้าน นายวัฒนามีอายุมากกว่าตะวันถึง 16 ปี คบหากันไม่นานก็จดทะเบียนสมรสอยู่กินกับเขาเลย นายวัฒนานั้นเป็นพนักงานบริษัท ชีวิตครอบครัวของตะวันกับวัฒนานั้นก็ดีไม่มีอะไรแต่ในความไม่มีอะไรก็มีปัญหาช่องว่างระหว่างวัย นายวัฒนานั้นมีความเป็นผู้ใหญ่ แต่ ตะวันนั้นยังมีความเป็นเด็กเอาแต่ใจ จนทะเลาะกันและห่างเหินกัน ตะวันใช้ชีวิตครอบครัวกับนายวัฒนาได้ 5 ปี มีลูกด้วยกันหนึ่งคน และชีวิตคู่จบลงที่ต้องแยกทางกันด้วยเหตุผล “เราไปด้วยกันไม่ได้” ซึ่งหลังจากตกลงหย่ากันฝ่ายนายวัฒนาได้รับลูกไปดูแล  
หลังจากแยกทางกับนายวัฒนา ตะวันได้ไปทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ซึ่งทำให้ตะวันได้มาพบกับ “นายจิม” นายจิมอายุมากกว่าตะวัน 3 ปี ตะวันตัดสินใจจดทะเบียนสมรสและอยู่กินกับนายจิมอย่างรวดเร็ว ชีวิตคู่ของตะวันกับนายจิมก็ไม่ราบรื่นนักเพราะนายจิมเป็นคนหน้ตาดี เจ้าชู้ กินเหล้า ชอบเที่ยว ตะวันอยู่กับนายจิมได้หนึ่งปีนายจิมก็ทอดทิ้งเธอไปมีผู้หญิงอื่น โดยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันเลย ตะวันบอกว่า 
เขาทิ้งหนูไปอยู่กับผู้หญิงคนนั้นเลย ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันเลยด้วยซ้ำ นี่ผ่านมาสองปีกว่าก็ยังไม่ได้เจอกันเลย” 

แต่ก็ยังโชคดีที่ตะวันไม่ได้มีลูกกับนายจิม

เมื่อนายจิมทอดทิ้งไป ตะวันก็ทำงาน ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวจนกระทั่งเพื่อนได้แนะนำให้ตะวันได้รู้จักกับ “นายพล” เด็กรุ่นน้องอายุน้อยกว่าเธอ 4 ปี คบกันไม่นานนายพลก็ชวนตะวันไปอยู่กินด้วยกันที่บ้านซึ่งมีพ่อแม่และย่าของเขาอยู่ด้วย การอยู่ร่วมกับครอบครัวของนายพลไม่ราบรื่นนักเพราะญาติฝ่ายชายไม่ชอบตะวันมักจะหาเรื่องด่าว่าตำหนิติเตียนอยู่ตลอดเวลา ตะวันไม่มีความสุขเลย อยู่ด้วยกันไม่นานก็มีปัญหาเพราะนายพล เจ้าชู้ ชอบเที่ยว และมีผู้หญิงอื่น จนมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันแทบทุกวัน ยิ่งเมื่อตะวันท้องเธอก็มีอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้น ทั้งยังให้ความสุขเรื่องเพศกับนายพลไม่ได้อีก

 เขาบอกว่าเบื่อเรา เราอ้วนขึ้น เขาด่าเราทุกวันเลยว่า ...อีแก่... เขาบอกว่าเขาได้เด็กอายุ 17,18 เอง ผู้หญิงนะแค่สี่ห้าร้อยก็ได้แล้วแบบเขาดูถูกผู้หญิง แล้วเขาก็ทุบตีตลอดยิ่งตอนท้องยิ่งทำ ตบ เตะ ตบจนปากแตก ตาบวม ตาเขียว หัวแตก”     

       ช่วงท้องได้ 3 เดือน ก็มีเหตุทะเลาะกันเพราะนายพลกลับบ้านดึกแล้วตะวันก็ต่อว่านายพลไปว่า
“กลับดึกไปเที่ยวผู้หญิงเหรอ?”นายพลก็ลอยหน้าลอยตาตอบว่า“เปล่าแค่ไม่อยากกลับบ้านเร็วเฉยๆ”  
ตะวันก็ตอบโต้นายพลอย่างรุนแรงพร้อมทั้งประชดประชันว่า

แล้วตั้งแต่มีลูกนี่ทำไมไม่ดูแลกันอยากให้ทำแท้งไปเลยใช่ไหม? ถ้าอยากให้ทำแท้งก็เอาเงินมาสิ” 

      ด้วยเหตุนี้นายพลพร้อมแม่กับพี่สาวจึงไปเอาเงินมาให้ตะวันไปทำแท้ง แต่ตะวันก็ไม่ได้รับเงินนั้นมา หลังจากนั้นนายพลจึงใช้ไม้ตีเธอ ตะวันยกแขนบังป้องกันตนเองจึงได้รับบาดเจ็บที่แขนเลยตัดสินใจไปแจ้งความ ลงบันทึกประจำวันไว้ หลังจากเหตุการณ์นั้นนายพลและครอบครัวก็ไม่ได้ให้ความสนใจในตัวตะวันและลูกในท้องอีกเลย ปล่อยให้ตะวันอยู่แบบ อด ๆ อยาก ๆ 

ตะวันบอกว่า “หมามันยังได้กินดีกว่าหนูเสียอีก” 

        หลังจากนั้นครึ่งเดือนนายพลก็มาบอกว่ามีเมียใหม่ และไล่ตะวันออกจากบ้าน …

 วันนั้นหนูไม่มีที่จะนอนเลย เขาไล่หนูออกมามันมืดแล้วเขาใจดำมาก หนูเลยมาที่บ้านพักฉุกเฉินเพราะว่าเขารับช่วยหนูตอนกลางคืน ตอนที่หนูไม่รู้ว่าจะซุกหัวนอนที่ไหน”

ตะวันพักเพื่อรอคลอดที่บ้านพักฉุกเฉิน ตะวันไม่คิดจะยกลูกให้กับนายพล เธอจะเลี้ยงดูลูกของเธอเอง เธอรู้สึกว่า เธอไม่ได้รับความยุติธรรมจากนายพลและครอบครัว ทั้งครอบครัวนายพลยังบอกกับตะวันให้ได้เจ็บใจอีกว่า เธอเป็นคนมั่ว เด็กในท้องจะใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของนายพลหรือเปล่าก็ไม่รู้... ตะวันทิ้งท้ายด้วยการบอกความต้องการของตนเองด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจและตรงไปตรงมาว่า 

“ความรับผิดชอบหรือเงินค่าเลี้ยงดูหนูก็อยากได้นะ แต่ หนูอยากได้ความยุติธรรมมากกว่า”

...……………………………………………………………………………………………………………
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. 
ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ 
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org   


วันจันทร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2562

...ส่งสุขปีใหม่ 2563...สุขใจผู้ให้ เติมกำลังใจผู้รับ...

...ส่งสุขปีใหม่ 2563...สุขใจผู้ให้ เติมกำลังใจผู้รับ...

ในวาระโอกาสพิเศษ ต้อนรับปีใหม่ 2563 ที่ใกล้จะเวียนมาถึงนี้ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ขอเชิญชวนทุก ๆ ท่าน ร่วมเป็นผู้ให้ ส่งต่อความสุข ใน เทศกาลปีใหม่ 2563 ผู้ด้อยโอกาส ใน บ้านพักฉุกเฉินสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ...ส่งสุขปีใหม่ 2563...สุขใจผู้ให้ เติมกำลังใจผู้รับ...
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนงานประชาสัมพันธ์ โทร.0 2 9292 308 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00น.(ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์) หรือ สามารถ ส่งข้อความทางอินบ็อกซ์ เฟซบุ๊กสมาคมฯได้ทุกวันเวลาค่ะ
*กรณีบริจาคเงิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เป็นองค์กรการกุศลตามประกาศกระทรวงการคลัง ผู้บริจาคเงินให้สมาคมฯ สามารถนำใบเสร็จไปลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี ตามกฎหมายกำหนดได้ #บริจาค #เลี้ยงอาหาร #ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กบ้านพักฉุกเฉิน #สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ







วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บาดแผลที่มองไม่เห็น (รีไรท์)




บาดแผลที่มองไม่เห็น
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เจ้าของเรื่อง: ผู้หญิงและเด็กที่พักพิงอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน   ผู้เขียน: จิตรา นวลละออง
       
       
    สำหรับประเทศไทยนั้นยังมีผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากอีกมากมาย เช่น ครอบครัวของ “สวย” ที่พ่อแม่ขาดความรู้ และการวางแผนครอบครัว ทั้งยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการคุมกำเนิด จึงส่งผลให้มีลูกมาก และยากจน ทำให้ครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้วต้องยากจนมากขึ้นไปอีก เลยไม่สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้ ลูกที่เกิดมาเมื่อพอรู้ความก็ต้องทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว  ปัญหาที่ตามมา คือ ปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ปัญหาการทารุณกรรม ความไร้เมตตาธรรม ฯลฯ
  
              “สวย” เด็กผู้หญิงซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวอันแสนยากจนครอบครัวหนึ่ง  พ่อ-แม่ของสวยมีลูกทั้งหมดรวม 6 คน สวยจึงมีน้องเล็ก ๆ อีก 5 คนให้ต้องดูแล แม่เป็นแรงงานสำคัญของครอบครัวเพราะพ่อแขนข้างขวาอ่อนแรงทำงานหนักไม่ได้เพราะเคยตกต้นไม้  และพ่อมักหาเรื่องทะเลาะกับแม่ด้วยเหตุเมาและหึงหวง  สวยเรียนจบป.6 ซึ่งก็มากพอสำหรับครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบรับจ้างทำงานไปวัน ๆ และไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แถมยังมีลูกดกยั้วเยี้ยให้ต้องเลี้ยงดู 

     หลังจากเรียนจบ สวยได้ไปรับจ้างทำงานก่อสร้างแต่ก็ถูกโกงค่าแรง จนต้องออกจากงาน ไม่นานก็มีคนในหมู่บ้านซึ่งเป็นนายหน้าหาเด็กไปทำงานบ้านให้กับคนรวย มาพูดกับแม่เพื่อชักชวนให้ส่งลูกไปทำงาน สวยจึงได้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15 ปี นายจ้างของสวยเป็นครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่มีฐานะร่ำรวย คุณผู้หญิงของบ้านเป็นคนเดียวที่อยู่บ้านทุกวัน  คุณผู้ชายไปทำงาน   ลูก ๆ ทั้งสี่คนของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายไปเรียนที่มหาวิทยาลัย
          เวลางานของสวยเริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง สวยต้องทำงานบ้านทุกอย่างในบ้านหลังใหญ่เพียงคนเดียว ต้องล้างรถทุกคัน ต้องซักผ้าด้วยมือแม้จะมีเครื่องซักผ้าแต่คุณผู้หญิงไม่ให้ใช้  ต้องจัดเตรียมอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่คุณผู้หญิงจะสั่ง  สวยทำงานหนักแต่ไม่เคยได้รับเงินเดือน เพราะคุณผู้หญิงบอกว่าจะส่งให้แม่เอง สวยไม่มีวันหยุด วันไหนงานน้อยจะได้เข้านอนตอนเที่ยงคืน  อาหารของสวยในแต่ละมื้อถ้าไม่ใช่ น้ำเปล่า ก็เป็นข้าวที่หลงเหลือมาจากวันไหน ๆ ก็ไม่รู้ซึ่งถูกแช่ไว้ในตู้เย็น บางวันดีหน่อยก็จะมีพริก เป็นกับข้าว 
     แม้สวยจะลำบากต้องกินข้าวเคล้าน้ำตา แต่สวยก็บอกตัวเองให้อดทนเมื่อนึกถึงใบหน้าของคนที่รอคอยอยู่ที่บ้าน นานวันเข้าสภาพร่างกายของเด็กสวยที่ไม่ได้รับสารอาหารก็ทรุดโทรมลง แขนขาลีบเล็ก ผอมโซ ดำคล้ำ คล้ายไม้เสียบผีเข้าไปทุกวัน เมื่อสุขภาพแย่ลง งานของสวยก็ไม่ค่อยเรียบร้อย จึงมักถูกลงโทษด้วยการด่าทอและทุบตี ถ้าคุณผู้หญิงโกรธมาก ๆ  ก็จะใช้เข็มขัดหนัง หัวเหล็กฟาดมาตามตัวและศีรษะของสวย หรือไม่ก็เอาเก้าอี้ไม้สักฟาดเข้าที่กลางหลัง หรือไม่ก็ให้สวยตบปากตัวเองจนปากแตก บางครั้งก็บังคับให้เอาหัวโขกพื้น  ลูก ๆ ของคุณผู้หญิงก็เคยห้ามปรามแต่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนต่อมาดูเหมือนเรื่องเด็กสวยถูกทำร้ายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของครอบครัวนี้…
    แล้ววันที่สวยต้องเจ็บปวดที่สุดในชีวิตก็มาถึง วันนั้นสวยเป็นไข้ แต่ก็ต้องทำงานหนักอย่างเช่นเคย  เสียงคุณผู้หญิงสั่งงานเข้าหูบ้างไม่เข้าบ้าง ซึ่งขัดใจคุณผู้หญิงเป็นอย่างมาก หญิงวัยกลางคนที่หน้าตาและการแต่งกายดูดีส่งเสียงโหวกเหวกด่าทอเด็กลูกจ้างที่นั่งซักผ้าอยู่ที่ลานซักล้างชั้น 2 ของบ้านหลังใหญ่  สิ้นเสียงนั้นก็ตามมาด้วยเสียง "ปึ๊ก" ท่อแป๊ปเหล็กรูปทรงกลมที่ใช้เป็นราวตากผ้าไม่ทราบขนาดฟาดเข้ากลางหลังของเด็กน้อยจนเด็กหล่นจากเก้าอี้ ความเจ็บแล่นเข้าสู่กลางลำตัว จนต้องยกมือไหว้ร้องขอความเมตตา "คุณผู้หญิงอย่าทำหนู หนูกลัวแล้ว" คุณผู้หญิงหยุดชะงัก เด็กน้อยมีความหวังว่าคุณผู้หญิงคงสงสารตน แต่ฉับพลันคุณผู้หญิงกลับก้มลงคว้าเก้าอี้ไม้ตัวเล็กฟาดตามลงมา เด็กน้อยก้มศีรษะเพื่อป้องกันภัยตามสัญชาติญาณการเอาตัวรอด "โพล้ะ" เสียงเก้าอี้กระทบกับด้านหลังศีรษะของสวย สวยรู้สึกตุบ ๆ ที่ศีรษะ จากชาหนึบกลายเป็นเจ็บปวด จึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะคลำศีรษะของตนเอง มีน้ำข้นๆ เหนียวเหนอะ สีแดงเข้ม และมีกลิ่นคาวติดมือมา  แม้สวยจะได้รับบาดเจ็บแต่สวยยังต้องกัดฟันทำงานต่อไปจนดึก ความทรมานจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยาเลยได้ส่งผลให้สวยตัวร้อนราวกับไฟ ลมหายใจเข้าออกผ่าวร้อนจนแสบจมูก ลำคอแห้งผาก ปากแตกเป็นขุยจนเลือดออกซิบ ๆ
    เช้ามืดคุณผู้หญิงมาปลุกสวย และสั่งให้เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แล้วลากตัวสวยมาโทรศัพท์หาป้าเพื่อฝากข้อความไปยังแม่โดยบังคับให้พูดตามที่คุณผู้หญิงสั่งเท่านั้น แต่สวยกลับนิ่งเฉย จึงเป็นการกระตุ้นอารมณ์โกรธของคุณผู้หญิงอีกครั้ง เธอยกเท้าขึ้นมาตบหน้าสวยหลายที จากนั้นก็ลากสวยออกจากบ้านขึ้นรถ และพาไปส่งที่หัวลำโพงเพื่อส่งขึ้นรถไฟกลับบ้าน  นั่นคือสิ่งที่ทำให้สวยคิดว่าคงไม่ต้องพบเจอกับคุณผู้หญิงอีกแล้ว แต่โลกมันกลม และใครทำอะไรไว้ย่อมได้รับผลจากการกระทำนั้นเสมอ…
    หลังจากสวยหลับๆ ตื่น ๆ ด้วยพิษไข้อยู่บนรถไฟเพียงลำพังจนสถานีปลายทาง สวยลงจากรถไฟหาเศษเหรียญหยอดตู้โทรศัพท์ไปหาป้าเพื่อให้ช่วยไปบอกแม่ จากนั้นสวยแข็งใจแบกสังขารของตนเองไปนั่งรถสองแถวที่ป้าบอกเพื่อไปเจอแม่กับป้า ที่หน้าหมู่บ้าน 
แม่... หญิงชาวบ้านผู้ยากจนน้ำตาคลอเมื่อเห็นสภาพของลูกสาวคนโตที่จากบ้านไปนาน มืออันหยาบกร้านของแม่เอื้อมมาจับตัวลูกสาวคนโตดึงตัวเข้าไปสวมกอด เหมือนเส้นความอดทนของสวยได้ขาดสะบั้นลง สวยปล่อยโฮออกมาอย่างสุดชีวิต เสียงร้องไห้ของสวยกรีดลึกลงไปกลางใจกลางหัวอกคนเป็นแม่ จนไม่สามารถบอกได้ว่าจากเหตุการณ์นี้ใครเจ็บปวดกว่ากัน…
    ด้วยความช่วยเหลือของป้า สวยถูกนำตัวไปรับการรักษายังโรงพยาบาลประจำจังหวัด และมีองค์กรเอกชนเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นสวยได้ถูกพากลับมาสู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อรับการบำบัด เยียวยา ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงด้านการดำเนินคดี ณ บ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง ที่เปรียบเหมือนบ้านหลังใหม่ของสวย เธอได้เติบโต ได้เรียนหนังสือ ได้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อเธอ
   เมื่อมีการขึ้นศาล สวยก็ยังต้องโคจรมาพบกับคุณผู้หญิงอีกครั้งที่ศาล แต่ สวยไม่ต้องสู้เพียงลำพังอีกแล้ว ข้าง ๆ ตัวสวยมีหลาย ๆ คนที่รักเธอ ร่วมยืนเคียงข้างและสู้ไปด้วยกัน หลายปีคดีจึงสิ้นสุด ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาได้ตัดสินไปในทิศทางเดียวกันว่า “จำเลยกระทำผิดจริง” จึงเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการคดีประวัติศาสตร์ "ใช้แรงงานเด็กเยี่ยงทาส" เนื่องจากเป็นคดีแรกของไทย ที่มีคำพิพากษาในความผิดฐานการเอาเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีลงเป็นทาส ตามมาตรา 312 ทวิ วรรค 2 ประกอบมาตรา 312 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
    สวยในปัจจุบันช่างแตกต่างจากวันวานนัก ภาพวันวานเธอเคยนั่งกอดเข่าซ่อนใบหน้าไว้ราวกับว่าเป็นที่ซ่อนตัวอันปลอดภัย จากโลกภายนอก เด็กน้อยคนนั้นมีร่างกายซูบผอมคล้ายเด็กขาดสารอาหาร   กระดูกตามข้อปูดโปนจนน่ากลัวว่ามันจะทะลุผิวหนังออกมา  ผิวหนังคล้ำแห้งแตกเป็นขุย ส้นเท้าแตกเป็นริ้ว ๆ ผมหยาบกระด้างสีดำตัดสั้นแทบติดหนังศีรษะ และยังเว้า ๆ แหว่ง ๆ  ที่ตรงเกือบกลางศีรษะมีรอยฝีเข็มเย็บแผล เป็นช่องโหว่ที่ไม่มีผมขึ้นแม้สักเส้น ภาพเด็กคนนั้นในวันเก่าไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
    จากอดีตที่สาหัสที่สุดในชีวิตของสวย เป็นเวลาที่เหมือนจะยาวนานและน่าจะลบเลือนสิ่งต่าง ๆ อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นจนหมดสิ้น แต่ในใจของสวยยังคงมีแผลที่เรามองไม่เห็น คล้ายกับบาดแผลบนศีรษะของเธอที่ยังคงเป็นแผลเป็น มีช่องโหว่ที่เส้นผมจะไม่งอกขึ้นมาอีกแล้ว เพียงแต่ผมในส่วนอื่นยาวขึ้นและได้ปกปิดแผลเป็นนั้นเอาไว้  แม้จะเจ็บปวดเมื่อนึกถึงแต่สวยก็เล่าถึงเหตุการณ์เหล่านั้นได้ด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าชีวิตจะผ่านช่วงเวลาดีหรือร้ายอย่างไรมา แต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป 
และ ...ความรักความเมตตาเท่านั้นที่จะค้ำจุนโลกใบนี้ไว้...
........................................................................................................................................
    หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่...
    สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1  ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. 
    ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org   เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/apswthailand.org 

ชีวิตใหม่

  ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...