แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญหาผู้หญิงและเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปัญหาผู้หญิงและเด็ก แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564

ชีวิตใหม่

 

ชีวิตใหม่

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง

รัตนา หญิงสาววัยผู้ใหญ่จากต่างจังหวัด เธอมีร่างกายผ่ายผอม ผมบนศีรษะก็ขึ้นหร็อมแหร็มผิวหนังตามร่างกายแขนขาก็เป็นตุ่มหนอง บ่งบอกว่ารัตนาต้องมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างแน่นอน

รัตนา เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ เอช ไอ วี ที่เพิ่งเข้ามาพักที่บ้านพักฉุกเฉินได้ไม่นาน แรกเริ่มเดิมทีที่รัตนาเข้ามาที่บ้านพักเธอมีน้ำหนักตัวเพียง 34 กิโลกรัมเท่านั้น ก่อนหน้านี้รัตนาไม่เคยทำการตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคที่ตนเองเป็นมาก่อน แม้การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานก็ไม่เคย รัตนาเพิ่งได้มาทำการตรวจที่บ้านพักฉุกเฉินเมื่อเจ้าหน้าที่พาไปและพบว่าระดับภูมิต้านทานของเธอเป็นศูนย์ นั่นหมายถึงว่า ร่างกายของรัตนาไม่มีภูมิต้านทานเลย หากเธอรับเชื้อโรคและเจ็บป่วย รัตนาก็สามารถลาโลกนี้ไปได้ทุกเมื่อ

เรื่องราวชีวิตก่อนหน้านี้ของรัตนา เธอนั้นทำงานรับจ้างและมีครอบครัว รัตนามีสามีมาแล้วทั้งหมด 4 คน มีลูกสาว 3 คน ลูกสาว 3 คน ล้วนเป็นพี่น้องต่างบิดา และเป็นความโชคดีที่ลูกสาวไม่ได้รับเชื้อโรคร้ายจากแม่ ส่วนกับสามีคนสุดท้ายนั้นไม่มีลูกด้วยกัน เมื่อสอบถามรัตนาว่าเธอคิดว่าเธอติดเชื้อโรคนี้มาจากใคร... เธอตอบว่าน่าจะเป็นสามีคนที่ 2 เพราะสามีคนแรกนั้นเป็นคนดีไม่เที่ยว ทำแต่งานดูแลครอบครัวอย่างดี เลิกกันเขาก็เอาลูกไปดูแล สาเหตุที่เลิกกับสามีคนแรกเพราะ “เขาคงเป็นคนดีเกินไป” นี่ก็เป็นคำตอบของรัตนา ซึ่งเราก็จะไม่ก้าวล่วงไปในเหตุผลของรัตนาเพราะครอบครัวและชีวิตใครก็ของคนนั้นเราคงไม่สามารถไปตัดสินอะไรแทนได้ อีกทั้งแต่ละคนก็ต่างมีเหตุผลของตนเอง

หลังจากเลิกกับสามีคนแรกได้ประมาณ 3 ปี รัตนาก็ได้มีสามีคนที่ 2 เธอบอกว่าเขาเป็นผู้ชายที่ไม่เที่ยวผู้หญิง แต่เขาก็ไม่ใช่ว่าจะดีนัก ทั้งค้าและเสพยา ทั้งยาบ้า ยาไอซ์ รัตนาไม่รู้ว่าเขาใช้เข็มฉีดยาเสพเฮโรอีนหรือไม่ ส่วนรัตนาเมื่อท้องลูกคนที่ 2 เธอต้องไปตรวจครรภ์และฝากครรภ์เธอจึงรู้ว่าเธอมีเชื้อเอช ไอ วีเข้ามาเป็นเพื่อนใหม่ในร่างกาย

ครั้งแรกที่รู้ที่หมอบอกหนูก็ไม่เชื่อนะ คือมันไม่อยากจะเชื่อ แล้วก็ไม่เคยบอกกับเขา เลิกกับเขามาได้ 12 ปีแล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไร อาจจะตายไปแล้วก็ได้”

หลังจากเลิกกับสามีคนที่ 2 รัตนานำลูกไปให้ป้าดูแล ส่วนตนเองก็ทำงานรับจ้างและส่งเงินไปให้ป้า แล้วรัตนาก็มาพบรักใหม่กับสามีคนที่ 3 รัตนาอยู่กินกับเขาโดยที่ไม่เคยบอกความจริงให้สามีรู้เลยว่าเธอมีเชื้อ เอช ไอ วี ในร่าง กาย ซ้ำทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่เคยป้องกัน และสามีคนนี้ก็เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์

หนูบอกให้เขาใช้ถุงยางเพราะสงสารเขาไม่อยากให้เขาเป็น แต่เขาก็ไม่ยอมใช้ แต่หนูก็ไม่รู้ว่าเขาติดจากหนูหรือติดจากอะไร เพราะเขาค้ายาเสพยา และเสพเฮโรอีนด้วย แต่ตัวหนูไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดะไรของเขาเลย แล้วเขาก็ตายเพราะติดเราหรือเพราะตัวเขาเอง... ตอนเขาไม่สบายเขาก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้วเขาคงรู้ เพราะก่อนเขาจะตายเขาเหมือนมีอะไรจะบอกกับหนูแต่ก็ไม่บอกเขาได้แต่บอกว่าให้หนูเอาลูกกลับไปเลี้ยงที่บ้าน”

เมื่อสิ้นสามีคนที่ 3  รัตนาจึงพาลูกกลับไปให้ป้าเลี้ยงให้ แล้วเธอจึงมาทำงานรับจ้างแถว ๆ กรุงเทพฯและปริมณฑล แล้วรัตนาก็ได้สามีคนที่ 4 ซึ่งทำงานรับจ้างเป็นยาม รัตนาก็ยังคงไม่ได้บอกกับสามีคนที่4 ว่าตนเองติดเชื้อพร้อมทั้งมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย      

การใช้ชีวิตกันสามีคนที่ 4 รัตนามักถูกสามีขี้เหล้าทุบตีทำร้ายร่างกาย เธอทนเป็นกระสอบทรายให้สามีคนนี้ได้ไม่นานจึงหนีไปอยู่กับญาติ ซึ่งญาติของรัตนาก็ป่วยเป็นโรคเดียวกันกับเธอทั้งยังเคยมาพักขอความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉินจนแข็งแรงแล้วจึงออกไปทำงานภายนอก ซึ่งในภายหลังเมื่อรัตราอาการหนักญาติคนนี้จึงได้พารัตนามาพักที่บ้านพักฉุกเฉิน

ก่อนที่จะมาบ้านพักฉุกเฉินนั้น รัตนาไม่มีอาการอะไรบ่งชี้เลยว่าเธออาการกำเริบ เธอจึงไม่ได้ไปหาหมอ รัตนาคิดว่าการปฏิบัติตนของเธอที่ดูแลอาหารการกินของตนเองอย่างดี ซื้ออาหารเสริมมาทาน การออกกำลังกาย คงจะทำให้เธอแข็งแรงโดยที่เธอไม่ต้องไปโรงพยาบาล จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วจู่ ๆ ผมก็ร่วง น้ำหนักก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ พอโดนยุงกัดแล้วเกาตุ่มหนองก็ลามไปทั้งตัว เบื่ออาหารกินอะไรไม่ได้เลยข้าวเพียงทัพพีเดียวก็ไม่หมด ญาติจึงบอกว่านี่แหละอาการออกแล้ว

เมื่อมาบ้านพักฉุกเฉินรัตนาจึงได้เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเหมาะสม เธอได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจคัดกรองวัณโรคและโชคดีว่าไม่พบ รับยาต้านสูตรแรก อาการของเธอเริ่มดีขึ้นน้ำหนักของรัตนาในปัจจุบันเพิ่มมาเป็น 40 กิโลกรัม

ที่บ้านพักดีมากให้ทุกอย่าง ทั้งของกินของใช้ และยังความรู้ ให้ทุกอย่าง ให้จนดีเกินไป เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เต็มใจให้คำแนะนำ และเขาก็ยังพาหนูไปหาหมอ เขาดูแลเราดีจนเกินไปด้วยซ้ำ”

รัตนาเริ่มมองเห็นความหวังของชีวิตใหม่เธอจะดูแลตัวเองให้แข็งแรงก่อนเพื่อจะสามารถเป็นหลักให้กับลูกๆของเธอ เมื่อรัตนาแข็งแรงแล้วจะออกไปทำงานเพื่อส่งเงินให้ลูกที่เธอฝากเลี้ยงกับป้าที่ต่างจังหวัด

...........................................................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org     เว็บไซต์สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ  หรือ เฟซบุ๊ก : สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ชีวิตที่ดิ้นรนของปราณี

 

ชีวิตที่ดิ้นรนของปราณี

Base on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

“เคยถามตัวเองว่าชาติที่แล้ว หนูทำกรรมอะไรไว้นะชาตินี้เกิดมาพ่อแม่ก็ไม่รัก ร่างกายก็พิการ มีแฟนก็หวังพึ่งพาฝากผีฝากไข้แต่ก็ไม่ได้เลย จนมาคิดได้ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่หนูเป็นอย่างนี้ก็ไม่เคยคิดไปเหลวไหลติดยาอะไรนะ ไม่ชอบ เคยมีคนชวนเสพยาบอกว่าจะได้ผอม เลยบอกเขาไปว่า  ...กูยอมอ้วนอย่างนี้น่ะดีแล้ว เสพยาแล้วเงินก็ไม่มีเหลือ”

ประโยคที่ทั้งตัดพ้อต่อชะตาชีวิตของตนเองทั้งแฝงด้วยอารมร์ขัน ได้หลุดออกมาจากปากของ สาวใหญ่ร่างท้วม ผิวสองสี วัย 30 กว่าปี ที่ชื่อว่า “ปราณี”

ปราณี มีความพิการทางร่างกาย ขาของปราณีไม่เท่ากันทำให้การเดินเหินของเธอดูไม่คล่องตัวนัก ความพิการนี้ติดตัวปราณีมาแต่กำเนิด ซึ่งตากับยายที่เลี้ยงดูปราณีมาบอกเล่าว่าน่าจะมาจากการที่แม่ของปราณีพยามทำแท้งด้วยการกินยาขับเลือดแต่ไม่สำเร็จ ความพิการทางกายของปราณีนอกจากจะเป็นหลักฐานที่แสดงถึงปมด้อยทางกายของเธอแล้ว ยังเป็นหลักฐานของปมด้อยภายในใจของปราณีอีกด้วยว่าเธอไม่ได้เกิดมาด้วยความรัก

ตั้งแต่ปราณีจำความได้เธอไม่เคยได้รู้ว่าพ่อที่แท้จริงของตนเองเป็นใครมีหน้าตาอย่างไร เธอรู้แต่เพียงว่า แม่มักจะเปลี่ยนแฟนใหม่ไปเรื่อย ๆ ในวัยเด็กแม่ไม่ได้ดูแลปราณีเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่ปราณีถูกเลี้ยงดูโดยตาและยาย แม้ท่านทั้งสองจะมีฐานะยากจนส่งเสียให้ปราณีเรียนได้แค่ชั้นป.6 แต่วัยเด็กของเธอเธอก็มีความสุขดี หลังจากเรียนจบปราณีออกมาทำงานรับจ้างเย็บผ้า และพยายามเรียนกศน.ด้วยตนเองจนอายุ19 ปี เธอจึงเรียนจบชั้นม.3

หลังจากเรียนจบปราณีก็ยังคงทำงานรับจ้างเย็บผ้าโหลที่เดิมเรื่อยมาอีกหลายปี จนได้พบรักกับ “นายเอ” ซึ่งทำงานเป็นรปภ.อยู่ที่โรงงานเดียวกัน ทั้งคู่คบหาเป็นแฟนกันได้ราว ๆ หนึ่งปี ปราณีเห็นว่านายเอเป็นคนนิสัยดีมีความรับผิดชอบ จึงตกลงอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน หลังจากที่อยู่ด้วยกันไม่นานนายเอก็เปลี่ยนแปลงไปมีพฤติกรรมไม่ค่อยกลับบ้านและมักจะบอกว่าต้องอยู่ยามควงเวร จนปราณีท้องลูกคนแรกได้ประมาณ 5 เดือน ปราณีได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาติดต่อสามีของตนเองว่า

“ฮัลโหล...ขอสายเอค่ะ” เสียงสาวนิรนามเอ่ยขึ้นเมื่อปราณีรับสายโทรศัพท์

“ตอนนี้เอไม่อยู่ค่ะ ใครโทรมาเนี่ยคะ?” ปราณีตอบกลับไปพร้อมกับเริ่มมีความระแวงสงสัย

 “บอกเขาว่าเมียของเขาโทรมาให้โทรกลับด้วย” สาวนิรนามบอกกล่าวระบุตัวตนของตนเองจนปราณีแทบทำโทรศัพท์ร่วงหลุดจากมือ ภายในใจของปราณีกลับคิดว่าถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นเมียนายเอแล้วตนเองล่ะเป็นอะไรปราณีจึงกลั้นใจถามกลับไปว่า “แล้วคุณเจอกับเขาได้ยังไง?”

“เขามาทำงานอยู่ยามที่หมู่บ้านที่ฉันอยู่เนี่ย เอเขาก็มาอยู่กับฉันตลอดแหล่ะ ... บอกเขาให้โทรกลับหาเมียเขาด้วยล่ะ แค่นี้นะ” สาวนิรนามย้ำตำแหน่งของตนเองให้ปราณีฟังอีกครั้ง ก่อนที่จะวางสายไป     ปราณีวางโทรศัพท์ลงอย่างงงงวย

            เมื่อปราณีนำปัญหาไปปรึกษาแม่ แม่บอกให้ปราณีเลิกกับนายเอทันที และยังบอกอีกว่าหลานคนเดียวแม่เลี้ยงได้ นั่นจึงเป็นจุดแตกหักของการมีครอบครัวครั้งแรกของปราณี เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงตั้งแต่ยังท้อง โดยที่นายเอไม่ได้ติดต่อหรือมีส่วนรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูใด ๆ เลย แต่หลังจากย้ายมาอยู่กับแม่เธอก็ต้องมาพบกับปัญหาใหม่คือ พ่อเลี้ยงมักจะลวนลามล่วงเกินหาเศษหาเลยกับเธออยู่เสมอ แม้เธอจะมีลูกอ่อนก็ตาม จนครั้งหนึ่งถึงกับเป็นคดีความเมื่อพ่อเลี้ยงเมาและคิดจะปลุกปล้ำปราณี แต่มีคนเข้ามาช่วยเธอไว้ได้ จึงได้เกิดการแจ้งความกันขึ้น แต่แม่ก็ยังคงอ้อนวอนให้ปราณียอมความ โดยให้เหตุผลว่า “มันอยู่กับกูมันก็ดูแลกูเวลากูเจ็บป่วย” ปราณีจึงเห็นแก่แม่ไม่เอาเรื่องพ่อเลี้ยง เมื่อทั้งสามคนกลับมาอยู่ด้วยกันพ่อเลี้ยงก็ยังไม่เลิกพฤติกรรมเดิม ๆ ปราณีทนไม่ไหว เธอหวาดกลัวว่าตัวเองจะพลาดท่าเสียทีต่อพ่อเลี้ยงเข้าวันไหนสักวัน จึงบอกเรื่องนี้กับแม่อีกครั้งแต่แม่ของเธอกลับบอกว่า

“มึงอย่าบอกใครนะ กูอายคนอื่นเขา  ... จะให้กูทำยังไงล่ะ... นั่นก็ลูกนี่ก็ผัว”

“งั้นหนูจะเป็นฝ่ายไปเอง” ปราณีตัดปัญหาด้วยการเอาตัวเองออกมาจากครอบครัวของแม่ โดยที่ยกลูกชายให้อยู่ในความดูแลของแม่ เพราะตัวเธอเองไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเองเลยถ้าเอาลูกออกมาก็คงพากันออกมาอดตาย

เมื่อปราณีออกมาใช้ชีวิตคนเดียว เธอจึงพยายามหางานแต่ก็สมัครงานอะไรไม่ได้ เธอจึงเอาเงินเก็บไปลงทุนขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดซึ่งก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้ผ่านไปได้ ปราณีใช้ชีวิตดิ้นรนเพียงลำพังได้ไม่นานก็ตัดสินใจอยู่กินกับ “นายเติม” ที่มีอาชีพรับจ้างเข็นของในตลาด นายเติมเป็นคนพิการหูตึงทำให้ปราณีคิดว่าคนพิการด้วยกันคงจะเห็นใจกัน แต่ก็ไม่เป็นอย่างหวัง เพราะแม้นายเติมจะพอมีเงินให้ใช้ แต่ก็หาเรื่องทะเลาะตบตีอยู่ตลอด เธอบอกว่า

“โอ้ย!... ไม่ไหวอยู่ด้วยกัน 6 เดือน ดีอยู่ได้ 3 เดือนแรก พอ 3 เดือนหลัง ตีกันทุกวัน เลยหนีไปบวชตอนไปบวชตายังเขียวคางยังโย้อยู่เลย เจ้าอาวาสที่บวชให้ยังมองแบบงงๆ เลยบอกหลวงพ่อว่าบวชให้หนูหน่อยเถอะหนูทุกข์มามากแล้ว บวชแล้วก็กรวดน้ำคว่ำขันกันไปอย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลยคนแบบนี้ บวชอยู่เป็นเดือนถึงได้หลุดมาจากมัน”

เมื่อสึกจากบวชชี ปราณีก็กลับมาขายของได้ประมาณ 2 ปี เธอก็ได้พบกับ “นายวี” ที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เขามีอายุมากกว่าเธอสิบปี ด้วยความที่ นายวี มีความเป็นผู้ใหญ่และนิสัยดี ปราณีจึงปลงใจที่จะเริ่มมีชีวิตครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้นายวีก็ไม่ได้ทำให้ปราณีผิดหวังแต่อย่างใด เขาเป็นสามีที่ดี มาโดยตลอดระยะเวลา 8 ปี “หนูยังโชคดีที่ได้เจอคนดี แต่คนที่ดีมักจะอยู่กับเราไม่นาน” ปราณีหัวเราะขื่น ๆ ให้กับชะตาชีวิตของตนเอง เพราะ ในช่วงที่คลอดลูกได้ไม่ถึง 2 เดือน สามีที่ดีที่สุดของเธอก็มาตายจากไปด้วยอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต

“ชีวิตพลิกผันไม่คิดว่าเขาจะไปเร็วขนาดนั้นตอนตีห้าก่อนไปทำงานเขายังยื่นเงินให้เป็นค่านมลูก พอ10 โมงมีคนมาบอกว่าพี่เขาเสียชีวิตแล้ว รู้สึกเสียใจ จะทำยังไงกับชีวิต มันมืดไปหมด ชีวิตมันล้มทำอะไรไม่ถูก”

หลังจากสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป แม้ด้วยทรัพย์สินของสามีจะช่วยให้ปราณีและลูกไม่ลำบากในช่วงแรก แต่เงินทองก็ร่อยหลอไปกับการทำศพสามี อีกทั้งเธอที่มีลูกอ่อนก็ไม่ได้ทำงานอะไรชีวิตมีแต่รายจ่าย ปราณีจึงนำลูกไปฝากให้ญาติสามีดูแลส่วนเธอก็ต้องออกตระเวนหางานทำ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่พิการของเธอทำให้ไม่มีใครรับเธอเข้าทำงาน เมื่อกลับไปขายของตลาดนัดก็ได้รายได้ไม่พอยาไส้ และยังไม่พอส่งให้ลูก เมื่อเงินที่ติดก้นกระเป๋าเหลืออยู่เพียง 20 บาท ปราณีจึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อลูกและเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยการประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ครั้งแรกเธอได้รายได้ 2,000 บาท และครั้งต่อ ๆ มารายได้ขั้นต่ำของเธออยู่ที่ 500 บาท แม้ปราณีจะประกอบอาชีพที่ใครหลาย ๆ คนในสังคมดูถูกและรังเกียจ แต่เธอก็ไม่ละเลยในการรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม ปราณีให้แขกใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง อีกทั้งเธอยังไปตรวจเลือดทุก ๆ 3 เดือน

ชีวิตของปราณีอาจจะแย่ลงหรือดีขึ้นต่อจากนี้เราก็ไม่อาจรู้ได้ถ้าหากเมื่อปีที่แล้วเธอจะไม่พบกับ “นายสนอง” ชายผู้มีอายุมากกว่าเธอร่วม 10 ปี เขามีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ในช่วงแรกที่เขาเข้ามาในชีวิตของเธอเขาก็รู้ดีว่าเธอประกอบอาชีพอะไร แต่เขาก็มีความเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลเรื่องเงินทองกับปราณีอยู่เสมอ จนปราณีใจอ่อนและตกลงอยู่กินด้วยกัน ปราณีบอกว่ากับนายสนองเมื่ออยู่กันแบบผัวเมียแล้วเธอจึงไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ไม่นานปราณีก็ตั้งท้องลูกคนเล็ก เมื่อไปตรวจและฝากครรภ์หมอบอกว่า ผลเลือดของปราณีมีปัญหา เธอมีเลือดบวก ซึ่งบ่งบอกว่าเธอติดเชื้อ เอช ไอ วี ปราณีคิดว่าเธอคงติดโรคมาจากนายสนองอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้าจะอยู่ด้วยกันผลเลือดเธอยังปกติดี

 “หนูก็มาบอกกับพี่สนองเขานะ ว่าให้ไปตรวจเลือดเขาก็ไม่ไป พอบอกว่าถ้าเป็นเอดส์ล่ะ เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ก็ตายด้วยกัน ตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ก็หดหู่นะแต่ก็เอาวะคนเรายังไงมันก็ต้องตายทุกคน คนอื่นเป็นเอชไอวี แล้วยังเป็นวัณโรคด้วย งั้นเราก็ยังดีนะเราเป็นแค่โรคเดียว”

ปราณีเล่าว่าชีวิตครอบครัวของเธอกับนายสนองก็ปกติสุขดี เขาดูแลดี รับผิดชอบดีทุกอย่าง แต่พอวันที่จะคลอดลูกเขาก็หายไป “เขาบอกว่า เขาจะไปขับวินหาเงินมาส่งค่ารถ แล้วเขาก็เอาเงินไปด้วยสองพัน หนูให้เขาไปจ่ายค่าเช่าห้อง แล้วเขาก็หายไปเลย ค่าเช่าห้องก็ไม่ได้จ่าย ตกกลางคืนหนูก็ปวดท้องคลอดก็ไปผ่าท้องคลอดลูกอยู่ที่โรงพยาบาล อยู่เป็นผู้ป่วยอนาถา นอนอยู่ 7-8 วัน ไม่มีผัวมาดูมาเยี่ยมเหมือนคนอื่นเขาเลย เงินที่หนูให้เขาไปก็ไปกู้นอกระบบมา เจ็ดพัน ส่งไปให้คนที่เลี้ยงลูกคนรองห้าพัน ให้เขาสองพัน นี่หนูยังต้องไปหาเงินใช้หนี้นอกระบบอีก ไม่รู้ว่าดอกจะเท่าไรไปแล้ว... ”

เมื่อนายสนองผู้เป็นสามีขาดการติดต่อ ห้องเช่าที่ไม่ได้จ่ายค่าเช่า ลูกที่เพิ่งผ่าคลอด ร่างกายที่ยังไม่แข็งแรง ทำให้ปราณีต้องขอความช่วยเหลือจากนักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาล เขาจึงให้คำแนะนำและส่งตัวเธอกับลูกน้อยมาพักฟื้นที่บ้านพักฉุกเฉิน เธอบอกกับเราว่า ทีแรกก่อนที่จะมาอยู่เธอมีความเครียดและกลัว แต่พอได้อยู่ที่นี่ก็มีความสุขดี ไม่มีคนรังเกียจในโรคที่เป็น แถมยังมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแล ปราณีวางแผนในอนาคตไว้ว่าเมื่อเธอแข็งแรงแผลผ่าคลอดหายดีแล้ว เธอจะฝากลูกไว้กับบ้านพักฉุกเฉิน

ถ้าหนูดีขึ้นจนออกจากบ้านพักจะไปตามหาเขาที่วิน ตอนนี้ก็ยังคาใจว่าเขาหายไปไหน จริง ๆ ถ้าจะทิ้งเราก็ควรจะบอกเราสักคำ แต่หนูก็เผื่อใจไว้แล้วหากชีวิตนี้จะไม่เจอเขา เสียใจแต่ก็พยายามทำใจ ไม่มีเขาเราก็ต้องอยู่ดูแลลูกต่อไปให้ได้”

เมื่อเราถามถึงวันข้างหน้าว่าเธอจะกลับไปประกอบอาชีพเช่นเดิมหรือไม่ปราณีก็นั่งครุ่นคิดกับตัวเองสักพักและเอ่ยกับเราว่า

“อนาคตต่อไปก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ อาชีพนั้นหนูก็ไม่ได้อยากทำถ้ามีทางเลือก ...ก็อาจจะหางาน ขายของตลาดนัด แต่ว่าหนูหางานยากพิการ ไม่เหมือนคนปกติ

นี่เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งจากผู้หญิงที่เติบโตมาจากครอบครัวที่แตกแยก ชีวิตของเธอต้องดิ้นรนทั้งปากกัดตีนถีบ หามื้อกินมื้อ สุขสบายในช่วงสั้น ๆ ของชีวิต การประกอบอาชีพของเธอก็คงไม่มีใครสามารถไปตัดสินความผิดถูกได้เพราะมันคือทางเลือกแคบ ๆ ทางเดียวในขณะนั้น แต่เธอก็ยังยิ้มแย้มและมองโลกในแง่ดีอย่างที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตด้วยเธอมีแนวคิดว่า  ชีวิตหนูพลิกแบบหน้ามือเป็นหลังมือคลออดลูกคนที่2นอนโรงพยาบาลเอกชนห้องพิเศษมีผัวมาเฝ้าดูแลตลอด พอคลอดลูกคนนี้นอนเป็นคนไร้ญาติอยู่ห้องรวมเลย ก็คิดท้อแท้เหมือนกันนะ แต่ไม่ได้ท้อจนคิดฆ่าตัวตาย ”

 ทิ้งท้ายการพูดคุยปราณีได้ฝากบอกกับเราไปถึงคนในสังคมอย่างหวังดีว่า หญิงขายบริการทางเพศหลากหลายคนหลากหลายสถานที่ต่างก็แตกต่างกันหลายประเภท เธอเคยพบหญิงขายบริการทางเพศคนหนึ่งที่ติดเชื้อ เอช ไอ วี แต่ไม่ได้ให้แขกใช้ถุงยางอนามัย เมื่อปราณีแนะนำให้ใช้เธอคนนั้นกลับบอกว่า “จะสนใจทำไมยังไงก็เป็นอยู่แล้ว ยังไงก็ตายอยู่ดี” ซึ่งปราณียังบอกกับเราอย่างติดตลกอีกว่า “หนูจำหน้าแขกของเขาไว้ทุกคนเลยใครที่เขาไปด้วย หนูจะไม่ไปด้วยเลย”

........................................................................................................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่                                                                                             สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน          โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 

อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org   Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org



วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

โลกของดวงดาว


โลกของดวงดาว
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เจ้าของเรื่อง: ผู้หญิงที่พักพิงอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน: จิตรา นวลละออง

ในโลกนี้ยังมีผู้หญิงบางคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่า “โลกภายนอก” อย่างแท้จริงเลย เพราะชีวิตของเธอถูกครอบไว้ในโลกใบเล็ก ๆ ที่คนที่มีอำนาจหรือคนที่มีอิทธิพลในชีวิตเธอเป็นผู้กำหนด  การที่เธอจะได้รับรู้โลกภายนอกนั้นขึ้นอยู่กับผู้อื่นกำหนดแทบทั้งสิ้น ดังนั้นชีวิตของเธอ จึงต้องพึ่งพิงผู้อื่นหรือมีผู้นำทางอยู่เสมอ และหากมีเหตุหรือจุดเปลี่ยนให้เธอต้องใช้ชีวิตตามลำพังเธอจะทำอย่างไร?
“ดวงดาว” หญิงร่างเล็ก ผิวคล้ำ ถูกส่งมาขอรับความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉินด้วยปัญหาท้อง 8 เดือน สามีทอดทิ้งไปมีภรรยาใหม่ ดวงดาวอายุ 22 ปี การตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ซึ่งดวงดาวก็บอกไม่ได้ว่าเธอพร้อมหรือไม่พร้อม เพราะผู้ที่กำหนดว่าจะพร้อมหรือไม่ ก็คือ สามี ผู้เป็นผู้นำในชีวิตของเธอ
              หากดูจากรูปกายภายนอกของดวงดาว  หลาย ๆ คนคงจะคิดว่าเธอน่าจะมีอายุที่มากกว่าอายุจริงของเธอหลายปี   แต่หากได้คุยกับเธอก็จะได้พบอีกว่า เธอมีปัญหาด้านการสื่อสาร ด้วยปัญหาดังกล่าว เราจึงไม่สามารถพูดคุยกับดวงดาวเพียงลำพังได้ เราต้องใช้เพื่อนสมาชิกคนท้องที่พักและใช้ชีวิตคลุกคลีกับดวงดาวมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับเธอ เมื่อสอบถามถึงครอบครัวญาติพี่น้องและพ่อแม่ของดวงดาว เธอตอบเราสั้น ๆ ว่า "ไม่มี" ซึ่งเพื่อนของดวงดาวขยายความให้ได้เข้าใจว่า
"พ่อแม่ของดวงดาวตายตั้งแต่ดวงดาวยังเล็ก ๆ... เขาก็เลยไม่มีพ่อไม่มีแม่ มีแต่คนเก็บมาเลี้ยง"
และดวงดาวก็เล่าต่ออีกว่า
"เขาเอามาเลี้ยงให้เฝ้าสวน"
เมื่อสอบถามเรื่องการเรียนดวงดาวตอบว่า เธอไม่เคยเรียนหนังสือเลย อ่านและเขียนหนังสือก็ไม่ได้ และที่น่าเวทนาอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ดวงดาวไม่มีสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน เธอต้องใช้บัตรของผู้ไร้สัญชาติ เพราะอะไรกัน? ก็เพราะไม่มีการแจ้งเกิดให้กับดวงดาว  เธอจึงเป็นบุคคลที่ตกสำรวจ  แม้สิทธิที่จะได้เป็นคนไทยอย่างที่ควรจะพึงมี ดวงดาวก็ไม่มีสิทธิ์
ตลอดระยะเวลาที่ดวงดาวเติบโตมากับครอบครัวที่รับเลี้ยงเธอ ดวงดาวต้องทำงานในสวน กินนอนอยู่กระท่อมในสวน และไม่ค่อยได้พบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับใคร ๆ มากนัก  จนกระทั่งดวงดาวอายุได้ประมาณ 12-13 ปี ลูกชายของคนที่รับเลี้ยงเธอก็พาเธอหนีเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ มาอยู่บ้านของญาติ และเขาก็เก็บดวงดาวไว้เป็นทั้งคนงานและเป็นเมียในบ้านหลังนั้น  ดวงดาวไม่เคยได้ออกไปไหนเลย  แม้ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หลายปี แต่ดวงดาวก็ไม่รู้จักถนนหนทางที่นี่เลย  ชีวิตของดวงดาวมีแต่ทำงาน  ท้อง  และเลี้ยงลูก  ดวงดาวเป็นผู้หญิงประเภทช้างเท้าหลังอย่างเต็มตัว เพราะเธอไม่เถียง ไม่เรียกร้อง ไม่มีปากเสียงกับใครเลย ชีวิตครอบครัวของดวงดาวน่าจะมีความสุข แต่ใครจะสามารถรับประกันได้ว่าผู้หญิงที่ว่านอนสอนง่ายและขยันทำงานอย่างดวงดาวจะไม่ต้องมาพบกับปัญหาสามีไปมีผู้หญิงอื่น หรือที่เรามักเรียกกันว่า มีเมียน้อย แต่ดวงดาวไม่ได้เรียกผู้หญิงคนนั้นว่าเมียน้อยแต่เธอเรียกเขาว่า "เมียของเขา" แล้วดวงดาวอยู่ในสถานะอะไรกัน?...
สามีของดวงดาวพาผู้หญิงอื่นเข้ามาอยู่ที่บ้านเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ตั้งแต่ดวงดาวยังไม่ท้องลูกคนนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งช้างเท้าหลังอย่างดวงดาวจะมีสิทธิ์ไปห้ามปรามอะไรได้ ดวงดาวก็ยังคงอยู่ในโลกใบเดิมของเธอโดยไม่ได้เฉลียวใจใด ๆ และเมื่อดวงดาวท้องและท้องใหญ่มากขึ้นจนทำงานไม่ค่อยได้  เมียของเขาก็แสดงปฏิกิริยาเหมือนว่า  ดวงดาวเป็นส่วนเกินของครอบครัวมากขึ้น ๆ ทุกที จนสุดท้ายได้จัดการให้เพื่อนของตนนำดวงดาวใส่รถและขับพามาส่งที่บ้านพักฉุกเฉินทั้ง ๆ ที่ดวงดาวท้องได้ประมาณ 8 เดือน ดวงดาวก็เหมือนแค่สิ่งของที่มีลมหายใจ
ย้อนไปเมื่อครั้งหนึ่งที่เธอเพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยรุ่นเธอก็ถูกชายหนุ่มคนหนึ่งพาตัวมาอยู่กินฉันท์สามีภรรยา... และในวันนี้ดวงดาวก็ถูกพามาส่งที่สถานที่หนึ่งที่ชื่อว่า “บ้านพักฉุกเฉิน”  ดวงดาวก็ไม่รู้จัก ไม่รู้ว่ามาทำไมและมาเพื่ออะไร กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดวงดาวก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หรือแม้จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดวงดาวจะทำอะไรได้
 ทุกวันนี้สิ่งที่ดวงดาวทำได้ก็คือยอมรับและปรับตัวกับผู้คนและสถานที่ใหม่ นั่นคือบ้านพักฉุกเฉินซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นนักสำหรับคนที่ทั้งขยันและอดทนอย่างดวงดาว แต่สิ่งที่ค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับดวงดาวคือการสื่อสาร เธอดูเขินอายไม่กล้าพูดกับคนอื่น เพราะเธอกลัวว่าคนอื่นจะฟังเธอไม่รู้เรื่อง ในช่วงเวลาที่เราได้พูดคุยกัน ดวงดาวดูจะมีความสุขมาก ถ้าเราฟังเธอเข้าใจโดยไม่ต้องผ่านล่าม  ซึ่งเราเองก็ดีใจมากเช่นกันที่คุยกับเธอเข้าใจโดยใช้ล่ามให้น้อยที่สุดเมื่อถามว่า...แล้วจะทำอย่างไรต่อไป ดวงดาวก็ทำหน้า งง ๆ จึงตั้งคำถามใหม่ว่า... "ถ้าคลอดลูกแล้วจะทำอย่างไร?"...ดวงดาวตอบว่า "ไม่รู้...แล้วแต่เขา" คำว่า เขา นั่นก็หมายถึง สามีของดวงดาว นั่นเอง...
เรื่องราวที่ได้จาก "ดวงดาว" ทำให้คิดได้ว่า... ในโลกที่ดวงดาวอยู่นั้นเธอเป็นเพียงผู้อาศัย... ดวงดาวไม่สามารถเลือก คิด หรือตัดสินอะไรได้เองถ้าไร้ผู้นำทาง... ตั้งแต่เล็กดวงดาวไม่มีพ่อแม่ที่คอยปกป้อง เธอจึงต้องพึ่งพิงคนอื่น และต้องทำตามความต้องการของผู้อื่นมาโดยตลอด จนดวงดาวมีบุคลิกภาพแบบสมยอม... ไม่ว่าเจ้าของโลกใบที่ดวงดาวอาศัยอยู่คิดจะลากจูงดวงดาวไปทางไหนก็ได้แล้วแต่เขา...……………………………………………………………………………………………………..
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืนหรือติดเชื้อเอชไอวี   สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉิน 501/1ซ.เดชะตุงคะ1ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com  และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org เฟสบุ๊ค: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

โชคร้ายของอันดา

โชคร้ายของอันดา

Base on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


อันดา(นามสมมติ) หญิงสาวผิวขาว ผมยาว วัย 29 ปี หน้าท้องของอันดานูนเด่นออกมาบ่งบอกให้ผู้พบเห็นเข้าใจได้ว่าเธอกำลังเป็นแม่คน เมื่อสอบถามว่ากี่เดือนแล้วเธอก็ยิ้มแย้มด้วยแววตาสดใสเป็นประกายก่อนจะตอบว่า จะเข้าเก้าเดือนแล้ว และเด็กในท้องเป็นลูกสาวที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี

อันดาเป็นคนต่างจังหวัด ที่ครอบครัวค่อนข้างอบอุ่นถึงแม้พ่อกับแม่จะมาทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ แต่อันดาและพี่น้องต่างก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากปู่และย่า จนกระทั่งอันดาเรียนจบชั้นป.6 จึงย้ายเข้ามาอยู่กับพ่อแม่ที่กรุงเทพฯ และเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปลาย หลังเรียนจบอันดาได้ทำงานรับจ้าง ชีวิตของอันดานั้นส่วนใหญ่แล้วเธอจะอยู่ที่กรุงเทพฯ จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัดบ้างเป็นครั้งคราว สำหรับเรื่องแฟนหรือคู่รักก็เป็นไปตามธรรมชาติที่มีคนมาจีบบ้างเรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาอะไร ซึ่งจะเป็นในลักษณะพูดคุยกันทางโทรศัพท์และก็ยังไม่ได้มีใครที่จะคืบหน้าไปกว่านั้น หนึ่งในนั้นก็มี นายอ้น(นามสมมติ) ผู้ชายที่มีอายุมากกว่าอันดาประมาณสองสามปี เขาเป็นคนรู้จักที่เคยเห็นหน้ากันอยู่แล้วเพราะเป็นคนบ้านเดียวกันแต่ก็ไม่ได้คบหาหรือสนิทกัน แล้ววันหนึ่งที่อันดากลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด โชคชะตาก็พานายอ้นเข้ามาเป็นตัวเลือกในชีวิตของอันดา เมื่ออันดาไปบ้านญาติและพบกับนายอ้นทั้งสองต่างแลกเบอร์โทรศัพท์กันและกันไว้ หลังจากนั้นอันดาและนายอ้นก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์เรื่อยมา ซึ่งอันดาก็ไม่ได้คุยกับนายอ้นเพียงคนเดียวเพราะก็ยังมีคนมาจีบเธออีกหลายคน แต่นายอ้นนั้นดูจะมีดีกว่าใครเพื่อน เมื่อถามถึงเหตุผลว่าเพราะอะไรที่ในที่สุดแล้วอันดาก็เลือกคบนายอ้นเป็นแฟน อันดาก็ตอบเราด้วยแก้มขึ้นสีและท่าทางเอียงอายว่า

“เขาปากหวาน คำพูดเหมือนเป็นห่วงเราทุกอย่าง มีอะไรก็เล่าให้ฟังไม่ปิดบัง เขาบอกว่าเขาเคยมีครอบครัวแต่ก็เลิกกันแล้ว เขามีลูก 1 คน เขาบอกว่าที่เขาเลิกกับเมียเพราะว่าเขาติดคุกเกือบ 10 ปี คดีรุมโทรมและยาเสพติด”

สำหรับพ่อแม่และคนในครอบครัวของอันดาซึ่งเป็นคนที่รักและห่วงใยอันดาอย่างแท้จริง ทั้งเป็นคนที่ไม่ได้มีความรักบังตาเหมือนอันดาต่างไม่มีใครเห็นดีเห็นงามในการที่อันดาจะคบหาผู้ชายที่มีตำหนิแบบนี้อย่างแน่นอน แต่ความรักมักทำให้คนตาบอด... อันดาจึงมีเหตุผลในการที่จะอ้างเพื่อที่จะคบหาและรักผู้ชายคนนี้ว่า “มันเป็นเรื่องของอดีต” ตลอดเวลาที่พูดคุยกันผ่านทางโทรศัพท์เป็นเวลาร่วมหนึ่งปี อันดาจึงตกลงเป็นแฟนกับนายอ้น การคบหาเป็นในลักษณะที่อันดากลับต่างจังหวัดไปหาเขาแบบ ไป ๆ มา ๆ อยู่ประมาณสองปีความสัมพันธ์ก็ดำเนินไปด้วยดีโดยที่ไม่มีเรื่องเพศสัมพันธ์มาเกี่ยวข้อง จนวันหนึ่งที่อันดากลับต่างจังหวัดตามปกติ เพียงแต่อันดามาถึงตอนดึกและนายอ้นเป็นผู้มารับเธอที่ขนส่งเพื่อไปส่งบ้าน นายอ้นบอกกับอันดาว่ามันดึกแล้วขับรถกลับไม่ไหวซึ่งอันดาก็เข้าใจ ดังนั้นชายหญิงที่รักกันเป็นแฟนกันจึงได้ไปเช่าโรงแรมเพื่อนอนพักในห้องเดียวกันเพียงลำพังสองต่อสอง... นี่เป็นที่มาของเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของอันดากับนายอ้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้อันดาก็ไม่โทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียว เธอบอกว่า เพราะเราเองก็มีใจให้กับเขา และเขาก็บอกว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง เมื่อเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเกิดขึ้นอันดาจึงป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยการกินยาคุมฉุกเฉินทั้งที่เธอไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย เธอบอกว่า

“หนูไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ก็ไปถามที่ร้านยาพวกเภสัชพวกนี้ค่ะ เขาก็แนะนำ และหนูก็ไม่อยากกินยาคุมที่เป็นเดือนเพราะเราไม่ได้เจอกันบ่อยมากเดือนหนึ่งจะเจอกันสักครั้ง ก็กินทุกครั้งที่พบกัน กินบ่อยจนปวดท้องและมีลิ่มเลือดออกมา จนตอนแต่งงานกันใหม่ ๆ หนูเคยแท้งลูกเพราะว่าหมอบอกว่ามดลูกหนูไม่ดี ก็น่าจะมาจากที่กินยาคุมฉุกเฉิน” เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยของสามี อันดาจึงบอกว่า

“ก็เคยบอกให้เขาใช้ถุงยางอนามัย แต่เขาก็ไม่ใช้ เขาบอกว่าเขาไม่เคยใช้เขาก็เลยไม่ใช้ หนูก็เลยต้องป้องกันของหนูเอง

ความสัมพันธ์ของอันดากับนายอ้นก็ยังคงเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยที่ครอบครัวของอันดารู้แค่ว่าสองคนนี้คบกันเป็นแฟนแต่ไม่ทราบถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของทั้งคู่ นอกจากนั้นพ่อของอันดาเองที่กีดกันอันดากับนายอ้นทุกวิถีทางเพราะพ่อและญาติๆ ไม่มีใครชอบนายอ้นและไม่มีใครคิดว่าอันดาจะสามารถฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนนี้ได้ ต่อมาพ่อของอันดาได้ยื่นคำขาดจะตัดพ่อตัดลูกกับอันดาหากยังคบหากับนายอ้น... อันดาจึงต้องเลือกพ่อ อันดาเลิกติดต่อกับนายอ้นไปเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งปี จนเมื่อพ่อของอันดาเสียชีวิตลง นายอ้นจึงกลับเข้ามาสู่เส้นทางชีวิตของเธออีกครั้ง การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนกลับมา นายอ้นพาผู้ใหญ่มาสู่ขอและแต่งงานกับอันดา ชีวิตหลังแต่งงานมีความสุขสามีของอันดาดูแลเทคแคร์เธออย่างดี ทำงานได้เงินก็นำมาให้ภรรยาเก็บ แต่มันก็เป็นเพียงห้าหกเดือนเท่านั้น… ความสุขช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่ออันดาเล่าว่า

“เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ติดเพื่อน กินเหล้าทุกวัน เที่ยวผู้หญิง เล่นยา ติดการพนันเล่นไพ่ กลางวันไปทำงานกลางคืนก็ออกเที่ยว และก็ไม่มีเงินเข้าบ้านเลย เขาไม่รับผิดชอบครอบครัวเลย หนูท้องได้สี่ห้าเดือนหนูยังต้องไปรับจ้างตัดอ้อยอยู่เลย และเราก็ทะเลาะกันบ่อยมากเพราะเขาเมา... เมาทุกวัน เมาเหมือนหมามาเลย และเขาก็จะลงไม้ลงมือกับหนูทุกครั้งที่เมา แม้แต่ตอนที่ท้องเขาก็ทำ เขาก็จะมีตบตีผลักจนเราล้ม ก็เคยสู้เขา ก็สู้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถ้าเขาเมามากๆ ก็สู้ได้ บางครั้งที่สู้ก็จะโดนหนักกว่าเดิม แต่บางทีสู้เขาแล้วเขาก็จะหยุด”

อันดาได้เผยถึงความรู้สึกของเธอต่อชีวิตครอบครัวอันลุ่มๆ ดอนๆ ของเธอว่า

“ตอนแรกก็อดทน... เพื่อลูก... อดทนทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมให้เขาด่าถึงขนาดด่าโคตรพ่อโคตรแม่เราก็ยอม... เพื่อลูก... แต่พอท้องได้สักห้าเดือนก็มารู้สึกไม่ไหวแล้วก็คิดจะเอาลูกออก... ตอนนั้นคือหนูคิดเห็นแก่ตัวไง... คิดว่าถ้าเกิดเราไม่มีลูกเราก็จะไปได้จากเขาได้... ไปหางานทำได้ ถึงขนาดกินยาสตรีกับกรัมม็อกโซน(ยาฆ่าหญ้า)เลยนะ... คือกินยาสตรีไปหนึ่งขวดแล้วกินกรัมม็อกกโซนตาม แต่ว่ามันไม่เป็นไรเพราะมันตีขึ้นอ้วกออกมาก่อน... ตั้งแต่วันนั้นก็ตัดสินใจคือไม่อยู่กับคนๆ นี้อีกแล้ว... คือตอนนั้นมันชั่ววูบ มันหาทางออกไม่ได้พอทำไปแล้วก็เสียใจ... แล้วก็ตัดสินใจเอาลูกไว้และก็ปรึกษาเพื่อนๆ เขาเคยมาอยู่บ้านพักฉุกเฉินเขาก็เลยแนะนำให้มาที่นี่”

อันดายังได้ฝากข้อคิดถึงผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่คิดจะมีคู่ครองอย่างคนที่ผ่านประสบการณ์ตรงมาว่า

“...ก็ต้องดูให้ดีก่อนไม่ใช่จะใช้อารมณ์ชั่ววูบและบางทีเราก็ต้องฟังผู้ใหญ่ด้วย... เพราะตอนนั้นหนูดื้อตัดสินใจเองไม่ฟังใครเลยทั้งที่เขาก็เตือนแล้วญาติพี่น้องทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยเลย ตอนนี้ก็โทษตัวเองไม่โทษคนอื่นเลย...”

จากเรื่องของอันดาที่ถ้าพิจารณาตามเวลาในการคบหากันก่อนจะแต่งงานอยู่กินเป็นครอบครัวนั้น ก็นับได้ว่าอันดาได้ใช้เวลาในการพิจารณาผู้ชายคนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ผู้หญิงเราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า การมีสามีก็คล้ายกับการเสี่ยงโชคซื้อล็อตเตอรี่ที่คนซื้อมีโอกาสในการถูกรางวัลเพียงหนึ่งในล้าน ดังนั้น สามีก็เปรียบเสมือนล็อตเตอรี่การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเจอผู้ชายที่จะมาเป็นสามีดีก็มีโอกาสอันน้อยนิด ต้องเสี่ยงดวงกันเลยทีเดียว เข้าทำนองตาดีได้ตาร้ายเสีย ยิ่งในสมัยนี้ด้วยแล้วผู้ชายที่ดีมีความรับผิดชอบ เป็นสุภาพบุรุษ และให้เกียรติภรรยา ช่างหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
...........................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 

อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org

Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org

วันพุธที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พ่อเลี้ยง

พ่อเลี้ยง

 วันนี้ก็เหมือนกับทุก ๆ วัน แก้วตา เด็กสาววัยรุ่นหน้าตาสะสวยเดินกลับจากร้านขายอาหารที่เธอไปรับจ้างเป็นพนักงานเสิร์ฟได้เมื่อไม่นานมานี้ ร้านที่แก้วตาไปทำงานอยู่ไม่ไกลจากที่พักของแม่และพ่อเลี้ยงมากนัก ใช้เวลาไม่นานแก้วตาก็กลับมาถึงห้องเช่าในเวลาหกโมงเย็นกว่า ๆ ในบ้านมีเพียงพ่อเลี้ยงชายหน้าโหด ร่างใหญ่ วัย 40 ปี นั่งกินเหล้าอยู่เพียงลำพัง ส่วนแม่กว่าจะเลิกงานกลับถึงบ้านก็ราว ๆ สองสามทุ่มโน่นแหล่ะ เมื่อเข้าบ้านมาแก้วตาก็ไม่ได้ทักทายอะไรกับพ่อเลี้ยงเพราะแก้วตาเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานและไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยอะไรกับเขา จึงไปจัดการธุระส่วนตัวของตนเอง อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าและมานั่งดูโทรทัศน์ไปเรื่อยๆ ไม่นานความง่วงงุนก็เข้าครอบงำเด็กสาว ช่วงที่แก้วตากำลังครึ่งหลับครึ่งตื่นก็รู้สึกว่ามีอะไรเย็นๆ มาแตะที่ลำคอทำให้แก้วตารู้สึกตัวขึ้นมาเมี่อก้มลงไปดูจึงเห็นว่าเป็นมีดปลายแหลม และคนที่นำมันมาจี้อยู่ที่ลำคอของแก้วตาก็คือ พ่อเลี้ยงหน้าโหดที่นั่งดื่มเหล้าอยู่นั่นเอง

         “ห้ามส่งเสียงไม่งั้นแกตาย” แก้วตาตัวสั่นและน้ำตาไหลด้วยความกลัวเธอจึงไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนร่างกาย พ่อเลี้ยงจึงได้ลากตัวเธอเข้าไปยังห้องนอน และใช้กำลังบังคับข่มขืนแก้วตาอย่างโหดร้าย... แล้วหลังจากนั้นมันยังข่มขู่แก้วตาอีกครั้งว่า

          “ถ้าแกบอกแม่แก... แกสองคนจะเจ็บตัวยิ่งกว่านี้”

          แก้วตาต้องเก็บความเสียใจและเจ็บปวดกับเหตุการณ์นี้ไว้กับตัวเองคนเดียวด้วยความกลัว แก้วตานอนร้องไห้ทั้งคืน เธอไม่สามารถบอกเล่าเรื่องนี้ให้กับแม่ฟังได้เพราะถ้อยคำข่มขู่ของพ่อเลี้ยงยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเธอตลอดเวลา อีกทั้งในช่วงระยะที่แก้วตามาอยู่กับแม่ เธอก็มักเห็นพ่อเลี้ยงตบตีทำร้ายร่างกายแม่อยู่เสมอ

          เช้าวันต่อมา แก้วตายังคงต้องพยายามทำตัวตามปกติ และก็ไปทำงาน ทั้งที่ภายในจิตใจของแก้วตานั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว...

          แล้วในวันนี้ เมื่อแก้วตาเลิกงานก็เหมือนกับเมื่อวานทุกอย่างแม้จะพยายามกลับบ้านให้ช้ากว่าเดิม แต่แก้วตาก็ยังคงต้องกลับบ้านเพราะเธอไม่มีที่ไป และพ่อเลี้ยงก็นั่งกินเหล้าอยู่ที่เดิม แก้วตาหวาดกลัวแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ แล้วเหตุการณ์ร้ายก็เกิดซ้ำเหมือนว่ามันคือเมื่อวานคล้ายละครหรือภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่แตกต่างกันตรงที่... นี่คือชีวิตจริงของเด็กสาวที่ชื่อ แก้วตา และในวันนี้แม่ของแก้วตากลับมาเห็นเหตุการณ์... จึงเกิดการทะเลาะวิวาทมีปากเสียงกันขึ้นระหว่างสองสามีภรรยา

          “ลูกสาวมึงน่ะมันใจแตก มาให้ท่ากูก่อน... มันมายั่วกูเอง” ระหว่างทะเลาะกันพ่อเลี้ยงก็ยังโยนความผิดทั้งหมดมาให้แก้วตา ช่วงชุลมุนพ่อเลี้ยงก็เข้ามาทำร้ายร่างกายแม่ด้วยการเตะและถีบ แม่จึงพาตัวเองและแก้วตาออกมาจากบ้านเช่านั้น

          โดยพ่อเลี้ยงก็ยังตะโกนข่มขู่ไล่หลังมาอีกว่า

          “ไปแล้วไม่ต้องเสือกกลับมานะมึง... ถ้าพวกมึงเอาเรื่องนี้ไปบอกคนอื่น... กูจะเอามีดปาดคอให้ตายทั้งแม่ทั้งลูก”

          สองแม่ลูกออกมาจากที่นั่นด้วยความหวาดกลัว แม่ได้พาแก้วตาไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับพ่อเลี้ยง และได้ไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากตรวจร่างกายเรียบร้อยแล้ว นักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาลเขาจึงได้ส่งตัวแก้วตามาขอรับความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉิน… ซึ่งแก้วตาบอกกับเราว่า “หนูชอบที่นี่... หนูชอบฝึกอาชีพและหนูจะได้เรียนหนังสือ ตอนนี้ก็มีพี่ที่เขาช่วยสอนหนังสือให้หนูอยู่”

          แก้วตา เป็นเด็กสาวอายุ 15 ปี รูปร่างสมส่วน ผิวสองสีหน้าตาเกลี้ยงเกลา เธอดูขี้อาย และไม่ค่อยอยากพูดจากับคนแปลกหน้าเท่าใดนัก ภูมิหลังของแก้วตานั้น เธอเป็นเด็กต่างจังหวัด สภาพครอบครัวแตกแยกเนื่องจากพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่แก้วตาอายุได้ประมาณสี่ห้าขวบ แก้วตามีน้องชายอีกหนึ่งคนเมื่อพ่อแม่แยกทางกันก็แบ่งลูกไปดูแลฝ่ายละคน ตัวแก้วตานั้นต้องย้ายมาอยู่บ้านย่า แก้วตาได้เรียนหนังสือแค่เพียงชั้น ป.1 เท่านั้น เนื่องด้วยแก้วตามีปัญหาพัฒนาการช้า เซื่องซึม ความจำสั้น นับเลขไม่ได้ แก้วตาจึงอ่านและเขียนหนังสือไม่ได้ แก้วตาจึงต้องอยู่บ้านทำงานรับจ้างขุดเผือก ขุดมัน และทำนา พอแก้วตาอายุเข้าสู่วัยสาว 15 ปี แม่ก็ไปรับแก้วตามาอยู่ด้วยที่กรุงเทพฯ เพื่อมาช่วยทำงานหารายได้ เป็นพนักงานเสิร์ฟอาหารที่ร้านแห่งหนึ่ง รายได้ที่แก้วตาได้ประมาณสองร้อยกว่าบาท หลังจากทำงานเธอบอกว่าต้องให้เงินที่ได้กับพ่อเลี้ยงทั้งหมด...

          “เขาดูหน้าตาน่ากลัวมาก ตัวใหญ่ ๆ ดำ ๆ ทำงานขับรถบรรทุก…หนูไม่มีทางสู้เขาได้เลย” นี่คือคำอธิบายถึงพ่อเลี้ยงใจโหดของแก้วตา...

          สถาบันหน่วยที่เล็กที่สุดแต่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ สถาบัน “ครอบครัว” แต่สถาบันเล็กๆ นี้ในสังคมไทยทุกวันนี้ช่างดูง่อนแง่นโงนเงนเสียเหลือเกิน ครอบครัวส่วนใหญ่แตกแยก พ่อไปทาง แม่ไปทาง และลูก ๆ ก็ต้องไปทางใดไม่ก็ทางหนึ่ง โดยที่ไม่มีทางรู้ชะตากรรมในอนาคตเลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป ยิ่งเฉพาะเด็กผู้หญิงการมีพ่อเลี้ยงก็คือความเสี่ยงแล้ว ถ้าพ่อเลี้ยงเป็นคนดีก็ถือว่าโชคดีไป... แต่ถ้าโชคร้ายล่ะ? เด็กผู้หญิงเหล่านั้นต้องแลกมาด้วยอะไร?... ถ้าในวันเกิดเหตุพ่อเลี้ยงใจชั่วต้องการฆ่าปิดปากหรือเกิดพลั้งมือใช้มีดปาดเข้าที่คอของเธอ... แก้วตาก็คงต้องแลกด้วย... ชีวิต

          ปัจจุบันแก้วตาได้รับการดูแลอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉิน และมีแผนในการเรียนการศึกษานอกโรงเรียนต่อไป ซึ่งเบื้องต้นในการเตรียมความพร้อมด้านการเรียนให้กับแก้วตา นักสังคมสงเคราะห์จึงเป็นพี่เลี้ยงที่ช่วยสอนหนังสือให้กับเธอ ส่วนในช่วงเวลาว่างอื่น ๆ แก้วตาก็จะมาเรียนฝึกอาชีพ ซึ่งคุณครูที่สอนฝึกอาชีพก็ชื่นชมว่าแก้วตามีความตั้งใจ และใส่ใจในงานที่ทำได้ดีมาก

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บทเรียนชีวิตของดวงใจ

บทเรียนชีวิตของดวงใจ

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


ดวงใจ หญิงสาวร่างเล็ก วัย 20 ปี เธอมีใบหน้าที่น่ารักจิ้มลิ้ม ผิวสองสี ผมยาวหยักศกถึงกลางหลัง เธอบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ดวงตากลมเล็กของเธอเปล่งประกายถึงความสุขเมื่อเอ่ยถึงลูกสาวคนแรกวัย 2 ขวบที่อยู่กับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด  

“ลูกหนูเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมากค่ะ ไม่งอแง พูดรู้เรื่อง ตอนนี้เขาท่อง กไก่ ถึง ฮอนกฮูก และนับเลข หนึ่ง ถึงสิบ ได้แล้ว เดี๋ยวเขาก็จะเข้าเรียนเตรียมอนุบาลแล้ว...หนูรักเขามากที่หนูอยู่มาจนทุกวันนี้ไม่ฆ่าตัวตายไปซะก่อนก็เพราะเขา...และก็พ่อกับแม่ของหนู...”

หลังจากนั้นดวงใจก็เริ่มมีน้ำตาคลอ ไหล่ของเธอสั่นไหวตามแรงสะอื้น หยาดน้ำตาหยดลงมาแตะต้องมือของเธอที่บีบอยู่บนหน้าตักของเธอเอง

“หนูมีปัญหาอะไรหนูไม่เคยต้องรบกวนพ่อแม่เลย หนูก่อปัญหาเองหนูก็แก้เองจัดการเองหมด แต่นี่หนูต้องเอาทองแม่ไปขายเพื่อจะทำแท้งเพราะหนูท้องไม่มีพ่อ ทองแม่เขาบอกว่าจะเก็บไว้ให้หลาน แค่ทองเส้นเดียวหนูก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ หนูทำปัญหาให้แม่ เพราะหนูมันเชื่อคนง่าย ”

ดวงใจผ่านการมีสามีมาทั้งหมด 2 ครั้ง สามีคนแรกชื่อนายวัฒนาเขาอายุเท่ากับเธอ เป็นผู้ชายที่ดี ขยันทำมาหากินมีความรับผิดชอบ เป็นสามีที่ทุกวันนี้เธอก็ยังรู้สึกเสียดาย ดวงใจถอนหายใจและเอ่ยออกมาเพื่อบอกกับเราหรืออาจจะบอกกับตนเองว่า “แต่มันก็คือเรื่องที่ผ่านไปแล้วเขาก็มีครอบครัวใหม่ไปแล้ว...ถ้าเขารักหนูจริงเขาก็ต้องหนักแน่นมากกว่านี้” 

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ต้องแยกจากกันนั้นดวงใจก็ไม่แน่ใจนัก อาจจะเพราะความห่างเหินไม่เข้าใจกันเมื่อนายวัฒนาเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนดวงใจเลี้ยงลูกคนแรกอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด หลายครั้งที่นายวัฒนากลับมาเยี่ยมครอบครัว นายวัฒนาก็มีความต้องการที่จะมีสัมพันธ์กับภรรยาตามปกติ แต่ดวงใจต้องการให้นายวัฒนาใช้ถุงยางอนามัย เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าในช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนายวัฒนาไปมีสัมพันธ์กับใครมาบ้าง เธอก็กลัวจะติดโรค และถ้าเขาไม่ใช้ถุงยางดวงใจก็ปฏิเสธการหลับนอนกับเขา นายวัฒนาไม่พอใจจนกล่าวหาว่าดวงใจมีคนอื่น ไม่นานนายวัฒนาก็นอกใจ ดวงใจจึงต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีเรือพ่วงเป็นลูกสาวตัวน้อยที่เธอแสนรัก ดวงใจเลี้ยงลูกด้วยตนเองอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ปีกว่า เธอก็เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาทำงานรับจ้าง ดวงใจได้ค่าแรง 300 บาท/วัน เธอประหยัดเงินเพื่อเก็บไว้ให้ลูก โดยเธอจะใช้จ่ายเพียงวันละ 20 บาท เท่านั้น ระหว่างนี้มีชายหนุ่มใหญ่ ชื่อนายชัยพร เข้ามาติดพันเธอ คอยดูแลช่วยเหลือเรื่องเงินทองทั้งที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกัน คบกันได้เพียงหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น ดวงใจก็ใจเร็วตัดสินใจอยู่กินมีความสัมพันธ์กับเขาโดยที่ไม่เคยป้องกัน เมื่อถามถึงเหตุผลที่เธอเลือกนายชัยพรเป็นคู่ชีวิต เธอบอกว่า

“เขาดูมีความเป็นผู้ใหญ่ น่าจะช่วยเหลือเป็นเพื่อนให้คำปรึกษาเราได้ ถามว่ารักเขาไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ แต่คิดว่า มีคนมาช่วยหาเงินส่งให้ลูกก็ดี อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง”

แล้วดวงใจก็ต้องผิดหวัง เพียงเดือนเดียวเท่านั้น นายชัยพรก็เผยธาตุแท้ออกมา กินเหล้า เล่นพนัน กลับบ้านดึก เมามาเอามีดสปาต้าออกมาข่มขู่ ดวงใจใช้ชีวิตกับนายชัยพรด้วยความหวาดกลัวและเบื่อหน่าย จนท้องได้หนึ่งเดือนเธอจึงบอกให้นายชัยพรรับรู้ “พอบอกเขาว่าท้องเขาบอกว่าเอาไว้นะอย่าไปทำแท้ง ถ้าทำนี่ขาดกันเลย เราก็ดีใจเนอะผู้ชายยืดอกรับผิดชอบเต็มที่” ความดีใจของดวงใจคงคล้ายกับการสูบลูกโป่งเขาไปเต็มที่แล้วลูกโป่งก็แตกในทันที เพราะนายชัยพร มีพฤติกรรมแย่กว่าเดิมอีก เมา นอนไม่ไปทำงาน เงินทองไม่มีใช้ ภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาตกที่ดวงใจทั้งหมด สรุปได้ว่าแทนที่นายชัยพรจะมาแบ่งเบาภาระกลับกลายมาเป็นภาระให้กับเธอเสียมากกว่า

“หนูรู้สึกเอือมเขานะ จึงไม่พูดกับเขา เราก็อยู่กันแบบไม่พูดกัน มึนตึงกัน เขาก็ไปเมา”

จนดวงใจท้อง 4 เดือน ความอดทนของดวงใจหมดลงเมื่อนายชัยพรเมาหาเรื่องด่าว่าบุพการีของดวงใจอย่างหยาบคาย การทะเลาะครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น นายชัยพรโมโหกระชากคอเสื้อดวงใจเข้าไปตบ ต่อย จนใบหน้าบวมปูดและปากแตก ซึ่งคนแถวนั้นไม่มีใครช่วยเหลือเธอเลย ดวงใจต้องไปอาศัยนอนบ้านเพื่อและยุติความสัมพันธ์กับนายชัยพรลง ดวงใจอุ้มท้องไม่มีพ่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ชีวิตที่ต่างจังหวัดของดวงใจก็ไม่ได้ดีนักเพราะเธอต้องปิดบังทุกคนว่าเธอท้อง สังคมต่างจังหวัดนั้นแคบผู้คนรู้จักกันหมดเธอกลัวว่าพ่อแม่จะอับอายจึงเก็บเงียบไว้คนเดียวดวงใจต้องใช้ชีวิตตามปกติทำงานหนัก ทำก่อสร้าง ทำนา จนท้องได้ 6-7 เดือน แม่สังเกตเห็นเธอจึงต้องเล่าความจริงให้แม่ฟัง แต่เธอก็ยังโกหกแม่ว่าท้องเพียงแค่ 4-5 เดือนเท่านั้น แม่จึงให้เธอนำทองมาขายเอาเงินมาทำแท้ง

ดวงใจเดินทางเข้าสู่เมืองกรุงด้วยความตั้งใจที่จะมาทำแท้ง แต่เธออายุครรภ์ตั้ง 7 เดือนแล้ว ตามคลินิกทำแท้งเถื่อนเรียกเงินค่าทำแท้งกับเธอเป็นจำนวนที่สูงมากเกินกว่าที่เธอจะหาได้ แม้เธอจะตัดใจขายทองเก่าที่แม่ให้มาเพื่อเอาเด็กออกก็ยังได้เงินไม่พอ ดวงใจแบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ เดินทางจากขนส่งหมอชิต มาหาลูกพี่ลูกน้องที่พักอยู่ย่านลาดพร้าว ดวงใจไม่สามารถบอกกับลูกพี่ลูกน้องคนนั้นได้ว่าตนเองท้องไม่มีพ่อเธอจึงต้องแขม่วท้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งด้วยเธอก็ท้องโตมากแล้วจึงเป็นที่น่าสงสัย ดวงใจกลัวความลับแตกกลัวชุมชนที่บ้านต่างจังหวัดรู้แล้วพ่อแม่ของเธอจะต้องอับอาย เธอจึงตัดสินใจแบกเป้เดินจากมา ทั้งที่ไม่มีที่จะไป ดวงใจหญิงท้องโตเธอต้องเดินจนขาบวม เพราะไม่รู้จะไปไหนเธอจึงโทรติดต่อที่ 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม ซึ่งเธอบอกว่าเขาใจดีและให้คำแนะนำปรึกษากับเธอได้ดีมากๆ และเขาก็ได้ติดต่อและให้คำแนะนำให้ดวงใจมาพักเพื่อรอคลอดที่บ้านพักฉุกเฉิน

ชีวิตทุกวันนี้ทีบ้านพักฉุกเฉินดวงใจยังคงต้องปรับตัวปรับใจอยู่เรื่อยๆ บ้านพักได้ส่งเธอไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล ลูกในท้องของเธอแข็งแรงดี ทุกวันเธอจะมาเรียนปักผ้าที่ฝ่ายการศึกษาและฝึกอาชีพจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่าน เธอวางแผนว่าหลังคลอดลูกคนนี้แล้วเธอก็จะทำหมัน เธอบอกกับเราถึงบทเรียนชีวิตที่ผ่านมาว่า

“เวลาที่ท้องไม่มีพ่อ ทำแท้ง หรือทิ้งลูก ส่วนใหญ่สังคมจะพุ่งเป้ามาที่ผู้หญิง แต่หนูก็ไม่โทษใครนะหนูมองมาที่ตัวหนูเอง ต่อไปนี้ถ้าจะมีแฟนหนูจะหาแบบพ่อ จะให้พ่อกับแม่ดูก่อนเลยจเะชื่อพ่อไม่เถียงพ่ออีกแล้ว และก็หนูจะไม่เชื่อคนง่ายอีก มาอยู่บ้านพักนะหนูเลยได้คิดเลยนะว่าต้องใช้ถุงยางอนามัย ผู้ชายวันนี้เป็นสามีเราวันอื่นก็เป็นสามีคนอื่น ก่อนมามีเราเขามีใครมาบ้างก็ไม่รู้เพราะเราไม่ได้ติดตูดเขาไปทุกที่นี่ ถ้าเราติดโรคแล้วลูกเราล่ะ...”
 


หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืนหรือติดเชื้อเอชไอวี   สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉิน 501/1ซ.เดชะตุงคะ1ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com  และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org เฟสบุ๊ค: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org 

เรื่อง โดย ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน/ตรวจอักษร/ภาพ:จิตรา นวลละออง

ชีวิตใหม่

  ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...