แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถูกทำร้าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ถูกทำร้าย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2564

เมื่ออยู่ด้วยกันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น



Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน 


“ถ้ากลับไปหาเขาก็กลับไปตายค่ะ ...กลับไปตายแท้ ๆ” 

นี่คือคำบอกเล่าถึงชีวิตคู่ของ “ดวงดาว” หญิงตั้งครรภ์ วัยกลางคน ที่มาขอรับความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉิน ด้วยปัญหา สามีติดยาบ้าและทุบตีทำร้าย โดยที่ฝากลูกคนโตไว้กับแม่ของสามีที่ต่างจังหวัด

ย้อนไปในวัยเด็กพ่อและแม่ของดวงดาวแยกทางกันตั้งแต่ดวงดาวยังจำความไม่ได้ และพ่อกับแม่ก็ต่างแยกไปมีครอบครัวใหม่  ดวงดาวจึงเติบโตด้วยการเลี้ยงดูจากยาย เธอบอกว่าอยู่กับยายมีความสุขอบอุ่น ยายส่งให้เธอเรียนจนจบระดับปวส.หลังเรียนจบก็ทำงานเป็นพนักงานขายของตามห้างสรรพสินค้า

ดวงดาว ได้คบหากับนาย “วิเชียร” โดยพบเจอเป็นเพื่อนกันทางแอพพลิเคชั่นออนไลน์ “เฟซบุ๊ก” ได้คุยกันและนัดเจอกัน “ตอนเป็นแฟนกันช่วงโปรโมชันก็ดีมาก” ก็เลยตกลงที่จะอยู่กินด้วยกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส นายวิเชียรมีอาชีพรับจ้างเป็นช่าง ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยุ่กรุงเทพฯเรื่อยมาจนช่วงหลังดวงดาวจับได้ว่าวิเชียรเสพยาบ้า ดวงดาวบอกว่า“หนูก็ไม่รู้ว่าเขาเสพยามาก่อนที่จะมาอยู่ด้วยกัน หรือเพิ่งมาเสพแต่พอหนูจับได้ว่าเขาเสพยาบ้า เขาก็ไม่ปิดบังอีกเลย”

ต่อมาดวงดาวและวิเชียรย้ายกลับมาอยู่บ้านเกิดของนายวิเชียรที่ต่างจังหวัด ซึ่งนายวิเชียรก็รับจ้างเป็นช่างอยู่ที่บ้าน  ในระยะ 2 ปีแรกถึงนายวิเชียรจะเสพยาก็ยังไปทำงานได้ ต่อมาดวงดาวท้องและคลอดลูกคนแรกจนลูกคนแรกอายุได้ประมาณ 1 ขวบ เข้าปีที่ 3 เมื่อดวงดาวตั้งท้องลูกคนที่ 2 สามีก็เสพยาหนักขึ้นและน่ากลัวมากขึ้น ไม่ไปทำงาน เดินทั้งวัน ไปทำงานไม่ได้  ดวงดาวอายุครรภ์ได้ 5 เดือน สามีอารมณ์รุนแรง เดินทั้งวัน โมโหร้าย ด่าและทุบตีลูกเมีย พอไม่มีเงินให้เขาไปซื้อยาก็โดนตี ส่วนแม่ของนายวิเชียรเขาก็ไม่ไหวเขาหนีไปอยู่ทุ่งนา

ดวงดาวเล่าว่า “ตัวหนูมีโรคประจำตัว ตอนท้องลูกคนที่สองเขาก็ไม่เว้น เขาตีหัวหนูจนหายใจไม่ออกเขาก็ไม่พาไปหาหมอ จนต้องนอนดมยาดมให้หายเอง  เขาตีแล้วก็ไม่สนใจ ...แม้แต่ลูกคนโตไม่สบายเขาก็ไม่สนใจที่จะพาไปหาหมอ”

ช่วงที่นายวิเชียรมีสติทั้งดวงดาวและแม่ของเขา เคยคุยกับวิเชียรให้เลิกเสพยาแต่เขาก็ไม่ฟัง นายวิเชียรเป็นคนดื้อรั้นแม่เขาพูดเขายังไม่ฟัง  ดวงดาวเคยกลับมาอยู่บ้านยายแต่เขามาตามเพราะเขาก็รู้จักบ้านของเธอ  ดังนั้นถ้าจะตัดขาดกับเขาเธอคิดว่าจะต้องไปที่ ๆ เขาไม่รู้จัก ก็เลยดูเฟซบุ๊กเพจบ้านพักฉุกเฉินมาได้สักระยะแล้วแต่ก็ยังไม่มาทันที อดทนจนถึงที่สุดก่อนจนทนไม่ไหวก็ตัดสินใจมาบ้านพักฉุกเฉินโดยฝากลูกคนโตไว้กับแม่สามี ดวงดาวบอกว่าถ้าไม่มาก็คงไม่มีเงินคลอดลูกเพราะเขาเอาเงินไปซื้อยาบ้าหมด

ความรู้สึกเมื่อมาอยู่บ้านพักฉุกเฉิน

“อยู่บ้านพักดีมีของกิน อยู่ที่บ้านไม่มีกิน ท้องน้ำหนักไม่ขี้นเลย คืออดเพื่อเก็บเงินไว้เพื่อคลอดลูก หิวก็ต้องยอมอด”

ดวงดาววางแผนอนาคตไว้ว่า คิดว่าคลอดลูกคนนี้แล้วฝากเลี้ยงที่บ้านพักฉุกเฉินไปทำงานส่งเงินให้ลูกคนโตแล้วพอตั้งตัวได้ก็จะรับลูกไปอยู่ด้วยกัน กับลูกคนโตแม้จะคิดถึงตอนนี้ก็ต้องอดทนเพราะกลัวจะไปเจอพ่อของเขาแล้วจะมีปัญหา ทำได้ก็แค่ส่งเงินส่งนมและของใช้ไปให้ก่อน

เมื่อถามว่าคิดจะกลับไปหาสามีหรือไม่ เธอตอบว่า

“ตอนแรกก็คิดถึงเขานะ คนเคยอยู่ด้วยกันตั้ง 3 ปี ก็ผูกพัน แต่ถ้าหนูไม่ตัดตอนนี้ลูกก็จะโตขึ้นทุกวัน ลูกก็จะเห็นพ่อตีแม่ ก็ไม่อยากให้ลูกโตมาแบบนั้น  เคยคิดถึงความดีของเขามันก็เหมือนว่าเรา ฝันลม ๆ แล้ง ๆคงไม่มีวันที่จะกลับมาดีเหมือนช่วงแรก ๆ อีกแล้ว หนูเลยขอสมุดเจ้าหน้าที่มาเขียนความเลวของเขาได้ 3 หน้ากระดาษแล้วเอาไว้อ่านช่วงที่คิดถึงเขามาก ๆ ก็เออหายคิดถึงไปเลย ตอนนี้คิดถึงแต่ลูก”

............................................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถบริจาคผ่าน ปันบุญ ติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org     เว็บไซต์สมาคม  www.apsw-thailand.org  

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2564

รักที่ทำร้าย

 

รักที่ทำร้าย

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง


“บัว” หญิงสาวชาวกรุงเทพฯ วัย 21 ปี เธอมาขอรับความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉินพร้อมลูกสาววัย 3 ขวบ ด้วยปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เนื่องจากสามีมักมีอารมณ์ที่รุนแรงโมโหร้าย ทำร้ายทั้งร่างกายจิตใจ รวมทั้งกักขังหน่วงเหนี่ยว

ครอบครัวเดิมของบัวพ่อแม่เป็นคนกรุงเทพฯ บัวเป็นลูกคนเดียวของพ่อแม่ พ่อมีอาชีพรับซื้อและขายของเก่า ส่วนแม่เป็นแม่บ้าน ฐานะไม่ดีมากแต่สภาพครอบครัวก็อบอุ่น ซึ่งบัวยอมรับว่าตนเองพอเข้าช่วงวัยรุ่นก็เกเรและติดเพื่อนเองไม่ได้มีปัญหาครอบครัว

 ต่อมาในช่วงที่บัวกำลังเรียนชั้นม.2 เกิดจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต พ่อที่เป็นเสาหลักของครอบครัวเสียชีวิต ครอบครัวที่เหลือเพียงบัวและแม่จึงเสียศูนย์ เมื่อพ่อจากไปเธอกับแม่จึงเหมือนเรือที่ขาดหางเสือ ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน ต้องย้ายออกไปอาศัยญาติ ต่อมาก็ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมขณะที่บัวกำลังเรียนชั้น ม.3จึงต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน จนต่อมาเมื่อบัวอายุได้ 16 ปี  บัวและแม่ย้ายไปอยู่บ้านป้าที่ต่างจังหวัด บัวและแม่ออกทำงานรับจ้าง ชีวิตเหมือนจะดีขึ้นแต่ก็ไม่ใช่ เพราะบัวเกิดมีปากเสียงกับลูกของป้า เธอจึงย้ายกลับมาอยูกรุงเทพฯมาอยู่กับแฟนตอนอายุได้ 17 ปี

แฟนของบัวชื่อนาย “เจมส์” เป็นแฟนที่คบหากันตั้งแต่สมัยอยู่กรุงเทพฯ เมื่อบัวย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดยังคุยติดต่อกันทางเฟซบุ๊กและนัดเจอกันเรื่อยมา ส่วนแม่ของบัวก็ย้ายตามกลับมาเช่าบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯเช่นเดียวกัน  บัวเล่าว่า พอย้ายมาอยู่กับเจมส์ ทั้งเธอและเจมส์ก็ไม่ได้ทำงานอะไร เพราะบ้านเจมส์ค่อนข้างมีฐานะพ่อกับแม่เจมส์แยกทางกัน แต่ก็เช่าบ้านให้เจมส์อยู่กับพี่สาวและส่งเงินให้ใช้ตลอดไม่ทำงานอะไรก็มีเงินใช้ ซึ่งการอยู่กินกับเจมส์นั้นบัวต้องอยู่ในโอวาทของเจมส์ตลอดห้ามคบหาใครคนอื่นห้ามคุยกับเพื่อนเพราะเจมส์จะขี้หึงมาก ในระยะ 2 - 3 ปีแรกที่อยู่ด้วยกันเจมส์ไม่ออกไปทำงานเลยเพราะต้องอยู่คอยเฝ้าบัว ทำให้บัวรู้สึกอึดอัดมาก เมื่อถามว่าตอนที่คบหากันเขาเป็นอย่างนี้ไหมบัวแจ้งว่าตอนที่คบหากันเขาก็เป็น คุยเฟซบุ๊กกันเขาจะให้เธอเปิดกล้องไว้ให้ดูตลอดว่าทำอะไรอยู่ที่ไหน ในช่วงนั้นบัวไม่ได้รู้สึกว่ามากเกินไปเธอบอกว่า

“ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่ามันมากเกินไป เพราะว่าแต่ก่อนจะมีแฟนคนนี้ก็เคยคุยกับหลายคนเขาก็จะไม่จริงจังไม่สนใจคุย ๆ หาย ๆ แต่คนนี้เราก็คิดว่าเพราะเขาใส่ใจเรา เขารักเรา เพราะหนูยังเด็กเขาจริงจังกับเรานะใส่ใจเรานะไม่เคยคิดว่าเขาจู้จี้อะไรแบบนี้”

อยู่ด้วยกันได้ 6 เดือน บัวก็ตั้งครรภ์ เธอบอกว่า “หนูอยากมีลูกไม่ได้ป้องกันไม่ได้คิดว่ามันจะแบบ  ...แย่” หลังคลอดลูก เมื่อลูกอายุได้ 6 เดือน นายเจมส์ก็ได้งานทำเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยช่วงที่ไปทำงานเขาก็จะล็อคบ้านไว้ให้บัวอยู่กับลูกสองคนในบ้านกลางคืนเขาไปทำงานก็ล็อคบ้านตลอด เขาจะหวาดระแวงว่าบัวจะมีคนใหม่ ยิ่งพอไปทำงานเขาได้ลองเสพยาไอซ์กับเพื่อนร่วมงานจนติดยาก็มีอาการหนักขึ้นเธอจะคุยเฟซบุ๊กกับเพื่อนก็ไม่ได้ เขาจะคอยเช็กดูตลอดเพราะเขารู้รหัสเฟซบุ๊กของเธอ บัวบอกว่า “แม้แต่กูเกิ้ลเขาก็หึงเขาหาว่าหนูคุยกับฝรั่ง หนูจะพาลูกออกไปเล่นสนามเด็กเล่นหรือนอกห้องก็ไม่ได้เขากลัวหนูไปเจอผู้ชายข้างห้อง เจอผู้ชายคนอื่น”

บัวยังบอกอีกว่าเธอเคยพยายามจะคุยกับเขาแต่ก็ปรึกษาหารือไม่ได้เลย ทะเลาะกันตลอด เขาไม่เคยยอมรับตัวเองว่าที่เขาเป็นแบบนี้มันผิดปกติเขาไม่ไปรักษา เขาบอกว่าเป็นเพราะบัวที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้ กับลูกเขาก็เข้มงวดถ้าไม่ได้ดั่งใจเขาก็ตี บัวเคยหนีไปอยู่กับแม่แต่เขาก็รู้จักบ้านแม่เขาก็ไปอาละวาดตามกลับมา แรก ๆ เขาบอกจะปรับปรุงตัวแต่ได้ไม่นาน กลับมาอยู่ด้วยกันเขายิ่งหวาดระแวงกว่าเดิม ถึงแม้ต่อมาเขาจะเลิกเสพยาแล้วแต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม บัวคิดว่าเป็นเพราะแต่ก่อนพ่อของเขาทำกับเขาแบบนี้มาก่อนเข้มงวดบงการชีวิตไม่ให้ออกจากบ้านและทุบตี  เขาก็เลยเก็บกดมาทำกับลูกกับเมียต่อ เขาจะหวาดระแวงทุกอย่าง บางครั้งกับลูกเขาก็จะพาไปตรวจอีเอ็นเอเขาว่าไม่ใช่ลูกของเขาทั้งที่เขาขังบัวไว้ในบ้านตลอดไม่ให้ไปไหนเลย บัวเล่าถึงพฤติกรรมของนายเจมส์อีกว่า

“มีตอนกลางคืน หนูตื่นมาไม่เจอเขาก็ตามหาว่าเขาอยู่ที่ไหน ...ที่ไหนได้เขาแอบอยู่ในตู้เสื้อผ้า(ตู้พลาสติกมีซิป) เพื่อแอบดูว่าหนูจะคุยกับใครไหม หนูจะทำอะไรถ้าเขาไม่อยู่ หนูจะหนีเขาไปไหม คือเขาโรคจิตมาก”

นอกจากนี้บัวยังเปิดใจเล่าให้ฟังในอีกปัญหาหนึ่งที่เธอรู้สึกไม่ไหวกับผู้ชายคนนี้ คือ

“ที่หนูรับไม่ได้อีกเรื่องคือเขามีอารมณ์ทางเพศสูงมาก ถ้าเขาต้องการต้องมีถ้าไม่ยอมก็มีเรื่องกันจนหนูต้องยอม ลูกอยู่ด้วยตื่นหรือหลับก็ต้องมี ท้องเพิ่งคลอดเขาก็ไม่สนใจถ้าเขาต้องการเขาต้องได้ คืออย่างน้อยเขาต้องได้วันละครั้ง เขาไม่สามารถควบคุมได้เลย เขาไม่สนใจว่าหนูจะพร้อมหรือไม่พร้อม หนูไม่โอเคกับเรื่องนี้ถ้าหนูไม่คุมหนูคงมีลูกกับเขาแบบหัวปีท้ายปีอ่ะ”

เมื่อถามบัวว่าแล้วมีอะไรที่ทำให้เราคิดว่าอยู่กับคนนี้ไม่ได้แล้วเธอบอกว่า

“ใช้ชีวิตกับเขามันน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เวลาทะเลาะกันเขาก็จะชอบพูดว่า กูอยากจะฆ่ามึงจริง ๆ เขาพูดบ่อยมากหนูก็กลัวไม่รู้เขาจะมาปาดคอเราตอนไหนเพราะเขาเคยเอามีดดาบหัวตัดที่เขาบอกว่าซื้อไว้ป้องกันตัวออกมาชี้หน้ามาขู่อยู่ตลอด ถ้าอยู่กับเขาก็ไม่รู้จะตายวันไหน”

บัวรู้จักบ้านพักฉุกเฉินจากเพจเฟซบุ๊กก็เลยหาโอกาสพาลูกออกมา ปัจจุบันบัวกับลูกอยู่ในความดูแลของบ้านพักฉุกเฉินมาเป็นระยะเวลาได้เกือบสองเดือนแล้ว เมื่อมาอยู่บ้านพักก็รู้สึกดีไม่เครียด มีเพื่อนและมีกิจกรรมให้ทำ ชีวิตหลังจากนี้บัววางแผนไว้ว่า จะไม่กลับไปหาเขาอีกขออย่าได้พบเจอกับเขาอีกเลย เธอจะฝากลูกที่บ้านพักฉุกเฉิน ไปทำงานและเธอก็อยากเรียนต่อกศน. เพราะตอนอยู่กับนายเจมส์เขาไม่ให้เธอเรียน เธออยากได้โอกาสและเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

.........................................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113     E-mail: admin@apsw-thailand.org     เว็บไซต์สมาคม  www.apsw-thailand.org หรือบริจาคเงินผ่าน ปันบุญ

วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เหยื่อ


เหยื่อ

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ



รู้ไหมว่า มีผู้หญิงและเด็ก ไม่น้อยกว่า 7 คนถูกทำร้ายร่างกายในทุก ๆ วัน นั่นหมายถึงทุก ๆ 3 ชั่วโมงจะมีเด็กและผู้หญิงตกเป็นเหยื่ออย่างน้อย 1 คน ข้อมูลจาก องค์การสหประชาชาติระบุว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของโลก ผู้ชายใช้ความรุนแรงต่อเด็กและผู้หญิง โดย 1 ใน 3 เป็นความรุนแรงทางด้านจิตใจ ซึ่งกลุ่มที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราวและร้องขอความช่วยเหลือนั้นมีเพียงร้อยละ 17 จากทั้งหมดและ รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันการกระทำความรุนแรงในครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พบว่าในปี 2562 ที่ผ่านมา เกิดความรุนแรงในครอบครัว 1,376 เหตุการณ์มีการดำเนินคดีเพียง 354 คดี เฉลี่ยแล้วมีการดำเนินคดีไม่ถึงครึ่งของจำนวนเหตุการณ์จริงทั้งหมดโดย 53% ถูกกระทำความรุนแรงโดยคู่รักหรือคนในครอบครัว  ผู้กระทำความรุนแรง ‘มากกว่าครึ่ง’ เป็นคนคุ้นเคยหรือบุคคลในครอบครัว โดยสถานที่เกิดเหตุเกิดมักจะเป็นในที่พักของผู้ถูกกระทำ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดขึ้นในประเภทข่าวข่มขืน และมีหลายกรณีที่อาศัยความไว้ใจเชื่อใจในการล่อลวงเหยื่อมาเพื่อกระทำการดังกล่าว เช่นเรื่องราวของ "บิว" ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้  

        บิว เด็กหญิงที่แม่ทอดทิ้งให้เป็นลูกของคนอื่นตั้งแต่แรกคลอดและไปมีสามีใหม่ ส่วนพ่อแท้ ๆ เสียชีวิตตั้งแต่บิวยังเป็นทารก บิวได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวลุงกับป้าโดยไม่เคยรู้เลยว่าพวกเขาไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ ของตน แม้บางครั้งเมื่อเขาโมโหก็จะถูกด่าว่าไม่ใช่ลูกก็ไม่เคยเชื่อ จนกระทั่งช่วงที่เรียนอยู่ชั้นป.2 บิวถูกคนที่ตนเองคิดว่าเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดข่มขืน และข่มขู่ไม่ให้บอกใคร จนวันหนึ่งบิวก็มีเลือดเป็นลิ่ม ๆ ไหลออกมาจากอวัยวะเพศ ลุงบอกกับป้าว่าบิวหกล้มในห้องน้ำหลังจากนั้นก็ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยการให้บิวใส่ผ้าอนามัย แต่เลือดก็ยังไม่หยุดไหล เลยจำเป็นต้องส่งไปโรงพยาบาลเมื่อได้เข้ารับการตรวจรักษาจากแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญผลที่ออกมาไม่ได้สอดคล้องกับเรื่องโกหกที่ลุงแต่งจึงมีการสืบความจนได้ความจริงว่าลุงข่มขืนหลาน จึงได้ดำเนินคดีกับลุง ระหว่างดำเนินคดีบิวอยู่ในความดูแลของสถานสงเคราะห์ของรัฐแห่งหนึ่งซึ่งที่นี่ได้พยายามติดตามหาแม่ที่แท้จริงของบิวจนพบ  บิวจึงได้รู้ความจริงว่าเธอไม่ใช่ลูกของลุงกับป้า

บิวอยู่ที่สถานสงเคราะห์แห่งนั้น 1 เดือนแม่จึงได้รับตัวบิวไปฝากไว้กับน้า และแม่ก็พาพี่ ๆ อีก 3 คน เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ จนกระทั่งบิวอายุย่าง 15  ปี แม่จึงพาพี่กลับมาอยู่กับน้าอีก และการมาของแม่และพี่ในครั้งนี้ก็ทำให้บิวต้องตกเป็นเหยื่ออีกครั้งหนึ่ง... หญิงชายวัยกำลังหนุ่มกำลังสาวที่แม้จะเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันแต่ไม่ได้มีความผูกพันฉันท์พี่น้องเลย ต่างคนต่างคล้ายคนแปลกหน้าต่อกันมาอยู่ร่วมกัน บ้านที่พักอาศัยก็ไม่ได้มีการกั้นห้องเป็นสัดส่วน จึงเป็นช่องทางให้พี่ชายคนที่ 3 ซึ่งอายุ 20 ปี ได้พยายามข่มขืนบิว ครั้งแรกไม่สำเร็จแต่บิวไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครทราบเพราะเด็กหญิงไม่รู้จะบอกใครถ้าพูดไปแล้วใครจะเชื่อ... เธอก็เหมือนคนที่อยู่ตัวคนเดียวในโลก... บิวจึงเก็บความหวาดกลัวไว้ภายในจิตใจเพียงคนเดียวเมื่อมีความพยายามในครั้งแรกจึงมีความพยายามในครั้งต่อมาจนสำเร็จ...บิวจึงตกเป็นเหยื่อครั้งแล้วครั้งเล่า...ความเงียบและการเก็บเรื่องเลวร้ายนี้ไว้คนเดียวคือทางออกที่เด็กผู้หญิงวัย 15 ปี จำต้องเลือกให้กับตัวเองเนื่องจากมองไม่เห็นทางเลือกอื่นอีกแล้ว

ต่อมาแม่ได้ย้ายเข้ามาทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ อีกครั้ง และบิวได้ตามมาด้วย บิวเริ่มมีความหวังว่าชีวิตของตนเองน่าจะหลุดพ้นเสียทีแต่พี่ชายก็ได้ตามมากรุงเทพฯเพื่อมาขอกับแม่ให้เขาได้ใช้ชีวิตคู่อยู่กินกับบิวแบบสามีภรรยาซึ่งแม่กลับยินยอม  บิวจึงต้องกล้ำกลืนอยู่กับพี่ชายในรูปแบบความสัมพันธ์ที่พวกเขาต้องการ จะให้บิวทำอย่างไรก็บิวเพิ่งอายุ 15 ปี งานก็ไม่มีทำ บ้านก็ไม่มี ความรู้ก็ไม่มี บัตรประชาชนแม่ก็ไม่พาไปทำแม่บอกว่าไม่สำคัญ บิวจึงต้องตกอยู่ในสภาพ เหยื่อของคนในครอบครัวอีกครั้ง... และเหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเมื่อบิวตั้งท้องและคลอดลูกคนแรกออกมาเป็นเด็กปัญญาอ่อน (Down Syndrome) เพราะเป็นลูกของชายหญิงที่เป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน และหลังจากคลอดลูกคนแรกไม่นานก็ท้องลูกคนที่สองด้วยความหวาดหวั่นว่าจะเหมือนคนแรกหรือไม่แต่ก็ยังพอมีโชคดีอยู่บ้างที่ลูกคนที่สองมีสุขภาพปกติและแข็งแรงดี ชีวิตครอบครัวของบิวในช่วงแรก ๆ ถ้าทำใจลืมเรื่องที่ถูกพี่ชายข่มขืนจนต้องตกมาเป็นภรรยาของเขา ลืม ๆ ไปว่าคือพี่น้องท้องเดียวกันก็ปกติสุขดีจะมีทะเลาะกันบ้างในเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ไม่ค่อยจะพอใช้แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นทุบตีทำร้ายกัน แต่หลังจากคลอดลูกคนที่สอง ได้ ปีกว่า ๆ สามีก็ติดยาบ้าอย่างหนัก จนบิวทนไม่ไหวจึงหอบลูกทั้งสองไปอาศัยอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยง ชีวิตช่วงนี้จึงเริ่มเข้าที่เข้าทาง บิวและพ่อเลี้ยงไปทำงานรับจ้าง แม่เลี้ยงลูกให้... แต่ความสุขมักผ่านไปไวเสมอ... เมื่อสามีหรืออีกนัยหนึ่งก็คือพี่ชายของบิวมาตามกลับบ้านแต่บิวไม่ยินยอม เขาจึงเอาน้ำกรดที่ได้เตรียมมาสาดและราดจากหัวลงไปถึงลำตัวของบิว แต่บิวยังพอมีสติดีเธอคว้าถังน้ำที่อยู่ใกล้ตัวมาราดตัวเองและร้องเรียกหาคนช่วย...

แม่ส่งบิวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง บิวมีอาการทรมานปวดแสบปวดร้อนไปตามศีรษะ ใบหน้า ลำตัว ขาข้างซ้าย และแขนทั้งสองข้าง แผลเริ่มดำคล้ำไหม้และพุพองมากขึ้น บิวต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 1 เดือน หลังจากนั้นโรงพยาบาลได้ส่งบิวเพื่อมาพักฟื้นที่บ้านพักฉุกเฉินส่วนพี่ชายได้หนีหายไป ตำรวจยังไม่สามารถจับตัวได้

บาดแผลทางกายและบาดแผลทางใจของบิวรวมทั้งความหวาดกลัวว่าตนเองจะต้องอัปลักษณ์เสียโฉมด้วยแผลเป็นที่นูนออกมาหลายแห่งบนร่างกาย รวมทั้งรอยด่างบนใบหน้า ส่งผลให้บิวมีสภาพอารมณ์แปรปรวนไม่อยากจะพูดคุยกับใคร วัน ๆ เอาแต่ร้องไห้และทรมานอยู่คนเดียว บิวต้องทานยาคลายเศร้าอยู่เป็นประจำ ...ชีวิตของบิวต้องตกเป็นเหยื่อของคนในครอบครัวอยู่เรื่อยมา... บิวบอกกับเราว่าเธอพยายามหาทางออกให้กับตัวเอง ด้วยการอ่านหนังสือธรรมะ และเรียนฝึกอาชีพหลักสูตร เย็บผ้า เผื่อว่าในสักวันข้างหน้าเธอจะได้มีอาชีพที่พอจะหาเลี้ยงตนเองได้โดยที่ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของใครอีกต่อไป

………………………………………………………………………………………………………

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113   E-mail: admin@apsw-thailand.org    เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org    


วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สาหัส

 

สาหัส

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


“นิดหน่อย” ที่เพิ่งเข้ามารับการช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉิน เธอประสบปัญหาสามีใช้ความรุนแรงกับเธอและลูก ซึ่งลูกสาววัยสองเดือนของเธอถูกสามีทำร้ายร่างกายจนมีอาการสาหัสและเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และยังไม่สามารถจะบอกได้ว่าลูกสาวของนิดหน่อยจะสามารถมีลมหายใจและลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ได้อีกครั้งหรือไม่?...

       นิดหน่อย เป็นเด็กสาววัยรุ่น อายุเพียง 15 ปี รูปร่างผอมสูง ผิวคล้ำ ด้วยวัยที่เพิ่งจะพ้นวัยเด็กมาเพียงน้อยนิดแต่นิดหน่อยกลับผ่านอะไรต่ออะไรมาอย่างมากมาย... ในวัยเด็กพ่อแม่ของนิดหน่อยต่างก็ชิงเสียชีวิตไปก่อนทำให้นิดหน่อยไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อและแม่มากนัก มีเพียงป้าที่เป็นพี่สาวของพ่อที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่จำความได้จนนิดหน่อยเรียกป้าว่าแม่ ป้านั้นก็ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว ด้วยป้าก็มีลูกของตนเองให้ต้องดูแลอยู่แล้ว 3 คน อีกทั้งเมี่อลุงเสียชีวิตป้าก็ไม่ได้มีสามีใหม่ ป้ายังคงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีเรือพ่วงให้ดูแลอีกสี่ชีวิต... แต่นิดหน่อยก็ยังบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาดความอบอุ่นเพราะป้าก็เอาใจใส่ดี

       นิดหน่อย ยอมรับว่าเธอไม่ใช่เด็กดี เรียบร้อย เท่าใดนัก อายุ 13 ปี เธอก็ทดลองมาหมดแล้วทั้ง บุหรี่ กัญชาและยาบ้า เธอบอกว่า “ ก็แค่อยากลองเฉยๆ… หนูสูบบุหรี่ทุกวันๆ ละ 2-3 มวน แต่หนูไม่ติดนะมาอยู่ที่นี่หนูก็ไม่ได้สูบก็ไม่ได้อยากอะไรมากไม่สูบก็ได้ ” นิดหน่อยเรียนจบชั้นป.6 เธอก็ไปทำงานรับจ้าง ทั้งรับจ้างก่อสร้าง และรับจ้างตามโรงงานต่างๆ

         นิดหน่อย ผ่านการมีสามีมา 3 คน และมีลูกสาว 1 คนที่เกิดกับสามีคนแรก เธอเล่าถึงสามีคนแรกให้เราฟังว่า

          “กับคนแรกเราพบกันเพราะว่าเป็นเพื่อนๆ พี่ๆ กลุ่มเดียวกัน ตอนนั้นหนูอายุ 13 ปี พี่เขาอายุ 27 ปี ก็คบกันประมาณ 4-5 เดือนแล้วก็เลยมาอยู่กินด้วยกัน ก็อยู่ด้วยกันเกือบสองปี ก็คุมด้วยการกินยาคุมแต่กินบ้างไม่กินบ้างก็ท้องน้องที่ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลนั่นแหล่ะค่ะ แต่หนูเลิกกับเขาตั้งแต่ยังท้องนะคะ”

         เมื่อถามถึงสาเหตุของการเลิกลานิดหน่อยจึงบอกว่า “ ดูแล้วไม่ไหวเลย เขาขี้เกียจ พึ่งพาไม่ค่อยได้ ไม่มีความรับผิดชอบ เลิกเลยดีกว่า ”

         หลังจากเลิกกับสามีคนแรก นิดหน่อยจึงกลับมาอยู่กับป้า และไม่กี่วันนิดหน่อยก็ตกลงอยู่กินกับผู้ชายอีกคนหนึ่งเขาอายุเพียง 18 ปี ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป นิดหน่อยรู้จักกับเขามาเป็นปีแล้ว และเขาก็ไม่ได้รังเกียจที่เธอท้อง แต่หลังจากคลอดลูกได้เพียงสิบกว่าวันก็มีเหตุให้นิดหน่อยต้องเลิกกับสามีคนนี้อย่างที่ไม่มีทางเลือก... ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตของลูกสาวของเธอที่ยังเป็นทารกต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความเป็นความตายเช่นปัจจุบันนี้

       นั่นคือสามีคนที่ 3 ผู้ชายวัย 29 ปี ที่เหมือนถูกยัดเยียดเข้ามาสู่ชีวิตของนิดหน่อย... ในอดีตเขาเคยผ่านมาเป็นฝันร้ายของนิดหน่อยครั้งหนึ่งแล้วแต่นิดหน่อยไม่เคยเล่าให้ใครฟัง... ด้วยเธอคิดว่าฝันร้ายครั้งนั้นคงจะไม่กลับมาหาเธออีก… แต่…

         “ หนูไม่เคยรักเขาเลย แต่ว่าเมื่อสองปีก่อนเขามาเสพยาอยู่ละแวกบ้าน และเขาก็บังคับให้หนูมีเพศสัมพันธ์ด้วยครั้งหนึ่ง… แล้วพอมาตอนนั้นอยู่ๆ เขาก็มาที่บ้าน… หนูว่าเขาคงเมายาด้วย… เขามาอาละวาดไล่แฟนใหม่หนูแล้วมาบอกว่าหนูเป็นเมียของเขาแฟนใหม่ของหนูก็เลยเลิกกับหนู ”

          หลังจากความจริงเปิดเผยแทนที่ผู้ชายคนนี้จะถูกกีดกันจากนิดหน่อยกลับกลายเป็นว่าเธอต้องอยู่กินกับฝ่ายชาย เพราะที่บ้านของเขาค่อนข้างมีเงินมีอิทธิพล… แต่นิดหน่อยก็บอกว่าในช่วงแรกๆ เขาก็ดีกับเธอและลูกมาก เขาช่วยเลี้ยงดูลูกและยังดูรักลูกของนิดหน่อยมาก แต่พอผ่านไปสักสองเดือนเขาก็เริ่มเหม่อลอย และใช้ความรุนแรง เวลาที่เขาโมโหหึงก็จะใช้ทั้งมือและเท้าทำร้ายเธอพร้อมทั้งด่าทอ ตะคอก คำหยาบสารพัด และหนักเข้าการใช้ความรุนแรงของเขาก็เริ่มลุกลามมาที่ลูกของเธอ… เขาทำกับลูกของเธอสารพัด เริ่มตั้งแต่ ตะคอก ตวาด ให้เงียบเมื่อเด็กร้อง ทุ่มตัวเด็กลงที่นอนอย่างแรง ๆ ถ้ายังไม่เงียบก็จะเอาสิ่งแปลกปลอมกรอกปาก… แม้เป็นผู้ใหญ่ก็คงจะทนไม่ไหวนับประสาอะไรกับเด็กทารกวัยเพียงสองเดือนเท่านั้น... สุดท้ายเด็กน้อยจึงบาดเจ็บสาหัสจากการถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายและมีภาวะเป็นน้อยกว่าตาย... ซึ่งนิดหน่อยบอกว่า

         “ ปาฎิหารย์เท่านั้นมั้งพี่ที่จะช่วยให้ลูกหนูฟื้นและกลับมาเป็นปกติ... หนูคงไม่หวังอะไรบางทีก็คิดว่าถ้าเขาไปจะได้ไม่ทรมานแบบนี้… เวลาหนูไปยี่ยมลูกหนูสงสารเขาตัวเขาแค่นั้นแต่สายอะไรไม่รู้เต็มตัวไปหมด... หนูบอกเขานะว่า… ถ้ามันไม่ไหวมันทรมานก็ไปเถอะไม่ต้องห่วงแม่…ไว้ชาติหน้าค่อยกลับมาเป็นแม่ลูกกันใหม่ ”

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org

วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หนีไม่พ้น

 

หนีไม่พ้น

Based on true story by emergency home
เจ้าของเรื่อง : ผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน : จิตรา นวลละอออง

 

   เหตุใดมนุษย์ที่เหนือกว่าทางด้านสรีระจึงมักใช้กำลังข่มเหงคนที่อ่อนแอหรือด้อยกว่าทั้งทางสติปัญญา และความแข็งแรงทางร่างกาย... ถ้าทางจิตวิทยาคงจะอธิบายถึงสัญชาติญาณความก้าวร้าวของมนุษย์ หรือไม่ก็เพราะว่าผู้กระทำเคยมีประสบการณ์ความรุนแรงในวัยเด็กมาก่อน... หรือเราอาจอธิบายด้วยทฤษฎีชายเป็นใหญ่... มีหลากหลายเหตุผลที่นักวิชาการมักพยายามค้นหาสาเหตุหรือเหตุผล แต่หากเราเป็นผู้ถูกกระทำคงไม่อยากรู้หรือเข้าใจสาเหตุเท่าใดนัก เราเพียงต้องการป้องกันตัวให้พ้นภัยจากคนเหล่านี้ ไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อ หรือจะมีวิธีจัดการผู้ที่กระทำกับเราหรือจัดการกับผู้ที่กระทำต่อคนที่อ่อนแอกว่าอย่างไร

       ในช่วงเช้าตรู่ของวันหนึ่ง สถานพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งได้นำส่งผู้หญิงสาว หน้าตาดี วัย 26 ปี คนหนึ่งมาให้บ้านพักฉุกเฉินช่วยดูแล เธอบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ เธอชื่อ เจี๊ยบ

     เจี๊ยบเล่าว่า เธอเป็นหนึ่งในจำนวนคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะความยากจนเป็นเหตุ เจี๊ยบเป็นลูกคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 9 คน พ่อกับแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เจี๊ยบเรียนจบชั้นป.6 แม้เธอจะเป็นเด็กเรียนดีแต่ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ได้เรียนต่อ พี่สาวจึงพาน้องสาวไปสมัครทำงานโรงงานทั้งที่อายุยังไม่ถึงวัยทำงาน ดังนั้นค่าแรงของเจี๊ยบก็น้อยนิดเท่าวัยของเธอเช่นกัน เธอจึงทำงานที่นี่ได้ไม่นานเพราะค่าจ้างไม่พอเลี้ยงปากท้อง เจี๊ยบออกมาทำงานรับจ้างทั่วไปและพักอยู่ที่บ้าน จนอายุได้ 17 ปี เจี๊ยบถูกจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่เจี๊ยบไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย แต่เจี๊ยบไม่มีทางเลือกเธอต้องแต่งงานและโยกย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่กับชายแปลกหน้าที่กลายเป็นสามีของเธอโดยไม่ได้รัก

    ชีวิตครอบครัวของเจี๊ยบไม่มีความสุขเลย ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่เคยรักสามี และพาลหาเรื่องทะเลาะกับสามีแทบทุกวัน สามีก็เอาแต่กินเหล้าเมายา ไม่รับผิดชอบครอบครัว ญาติๆ สามีก็ไม่มีใครสนใจใยดีในตัวเจี๊ยบ 

    เจี๊ยบท้องลูกคนแรกตอนอายุเพียง 18 ปี เพราะเจี๊ยบไม่เคยรู้เรื่องการคุมกำเนิด สามีของเธอดีใจมาก แต่ ก็แค่ในช่วงแรก ๆ เท่านั้น เพราะไม่นานก็กลับมาทะเลาะกันเช่นเดิม ซ้ำสามียังทุบตีทำร้ายเจี๊ยบ แม้เจี๊ยบจะอุ้มท้องลูกของเขาก็ตาม เจี๊ยบต้องอดทนเก็บเรื่องราวอันแสนเศร้าไว้กับตัวเองคนเดียวเพื่อลูกและครอบครัว... เธอยังมีความคาดหวังว่าเมื่อเธอคลอดลูกแล้วสามีคงดีขึ้น แต่เราไม่ควรคาดหวังกับสามีของเจี๊ยบมากมายนักเพราะเขามีแต่ทำให้ทุกอย่างแย่ลง ทั้งอาละวาด ทุบตีทำร้ายและทำลายข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน จนเจี๊ยบหมดความอดทนเธอพาลูกหนีไปหาแม่ แต่ก็คงไม่พ้นเพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน สามีตามมาง้อขอให้เจี๊ยบกลับบ้าน เขาจะปรับปรุงตัว ขอให้เห็นแก่ลูก แล้วเจี๊ยบก็ใจอ่อน 

    เธอพาลูกกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวกับเขาอีกครั้ง แต่ก็แค่ช่วงแรกๆเท่านั้น(อีกแล้ว) สามีคนเดิมคนโหดของเจี๊ยบก็กลับมาพร้อม ๆ กับที่เจี๊ยบก็ท้องลูกคนสุดท้อง สามีดีใจเหมือนเดิม และยังมีพฤติกรรมทุบตีทำร้ายเหมือนเดิม 

    ตอนลูกคนเล็กอายุได้ 3 ขวบ เจี๊ยบจึงหนีอีกครั้ง คราวนี้เจี๊ยบไปหาพี่สาวที่อีกจังหวัดหนึ่ง สามีไม่เคยตามไปง้อขอคืนดีกับเจี๊ยบอีกเลย จนอีกประมาณครึ่งปีสามีต้องการมีครอบครัวใหม่จึงติดต่อขอหย่าขาดจากเจี๊ยบโดยแบ่งลูกไปดูแลกันครอบครัวละหนึ่งคน 

 เจี๊ยบได้ลูกคนเล็กมาอยู่ในความดูแล และพาไปฝากพี่สาวเลี้ยงให้ ส่วนตัวเองเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และส่งเงินให้พี่สาว เบื้องต้นเจี๊ยบได้ทำงานรับจ้างทั่วไป เช่น รับจ้างเป็นแม่บ้าน รับจ้างทำความสะอาด... แล้วเจี๊ยบก็ได้พบและอยู่กินกับผู้ชายคนใหม่ อยู่ด้วยกันได้ประมาณ 5 เดือนก็ต้องแยกทางกันเพราะเขามีเมียน้อย…

         หลังจากนั้นเจี๊ยบจึงไปทำงานรับจ้างเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ห้างแห่งหนึ่ง... เจี๊ยบทำงานอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 1 เดือน ชีวิตที่คาดว่าน่าจะลงตัวของเจี๊ยบก็มีอันต้องพลิกผัน... เพราะเจี๊ยบถูกหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานทำร้ายทางเพศ... เหตุการณ์ที่เกิดเจี๊ยบไม่อยากจะเอ่ยถึงมันเลยเพราะมันเป็นฝันร้ายสำหรับเธอ แต่เธอก็ฝืนความรู้สึกเล่าให้กับเราได้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่เพศหญิงที่อ่อนแอกว่าเพศชายได้ระแวดระวังภัยไว้ว่า... 

    "ในวันนั้นเป็นช่วงเย็น หัวหน้างานของเจี๊ยบดื่มเหล้าอยู่กับเพื่อนร่วมงานผู้ชายคนหนึ่ง เขาทั้งสองคนดูท่าทางเมามาก แต่หัวหน้าก็ได้เรียกเจี๊ยบเข้าไปคุยในห้องเขาบอกว่าจะคุยเรื่องงานเพราะเจี๊ยบเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่... เจี๊ยบไม่ได้คิดระแวงอะไรเธอจึงตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของผู้ชายสองคน พวกเขาพยายามปล้ำกอดและถอดเสื้อผ้าของเธอเจี๊ยบรู้แล้วว่าพวกมันพยายามจะข่มขืนเธอ ชายคนหนึ่งจับและทำหยาบคายกับร่างกายส่วนบน อีกคนใช้มือทำร้ายร่างกายส่วนล่างของเธอ... เจี๊ยบ ร้องต่อสู้ดิ้นทุรนทุรายแต่ไม่เป็นผล... เจี๊ยบเจ็บปวดมากจนหมดสติไป เมื่อเธอตื่นมามีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศเป็นลิ่ม ๆ เธอไม่อาจรู้ได้ว่าช่วงที่เธอหมดสติไปคนชั่วพวกนี้ทำอะไรกับร่างกายของเธอบ้าง... เมื่อเธออยู่ในสภาพที่ย่ำแย่หัวหน้างานคงกลัวความผิดจึงลนลานรีบพาเจี๊ยบไปตรวจที่คลินิกแห่งหนึ่ง แพทย์ตรวจและฉีดยาแก้ปวดให้ เมื่อกลับมาหัวหน้างานพยายามหว่านล้อมเจี๊ยบไม่ให้เอาเรื่องตน แต่เจี๊ยบยังไม่มีแก่ใจคิดเรื่องนั้นเพราะเลือดยังออกอยู่เรื่อย ๆ เธอจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้หญิงให้ช่วยพาไปหาหมอ และแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวเจี๊ยบไปรับการรักษาที่รพ.ตำรวจ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้กระทำโดยตำรวจสามารถจับหัวหน้างานได้ซึ่งเขาก็ยอมรับสารภาพ ส่วนอีกคนนั้นหลบหนีไป หลังจากออกจากโรงพยาบาลตำรวจเจี๊ยบได้รับการส่งตัวเข้ามาพักฟื้นร่างกายและจิตใจที่บ้านพักฉุกเฉิน "

    ระหว่างรอความคืบหน้าด้านคดี เจี๊ยบใช้เวลาว่างในการเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ จนกระทั่งเธอหายดีจึงได้ออกไปทำงาน ระหว่างที่เจี๊ยบเล่าเรื่องพวกนี้ให้เราฟังเธอได้ตั้งคำถามว่า.. "หนูไม่เข้าใจทำไมพวกเขาต้องทำหนูๆไม่เคยทำความเจ็บช้ำน้ำใจอะไรให้เขาเลย... แล้วทำไมหนูจึงหนีไม่พ้นคนพวกนี้สักที…"

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org

Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org

วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563

ซาตานในร่างนักบุญ


ซาตานในร่างนักบุญ

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง
           

         คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคแห่งการแข่งขัน เร่งรีบ ยิ่งในครอบครัวที่หาเช้ากินไม่พอค่ำแล้วนั้น การทำมาหากินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนในครอบครัวนั้น ๆ ช่วงเวลาในการอยู่ร่วมกัน หรือการดูแลเอาใจใส่กันก็ลดน้อยลงไปด้วย            สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกในวัยเรียนก็คิดว่าหมดห่วง ภาระในการเลี้ยงลูกลดลงเพราะโรงเรียนและครู อาจารย์ ได้รับช่วงต่อไป พ่อแม่จะได้เอาเวลาไปทำงานให้ได้มากที่สุด  ดังนั้นเมื่อลูกได้เปลี่ยนสังคมใหม่จากบ้านสู่โรงเรียน ความไว้วางใจ ความศรัทธา ทั้งหมดจึงไปอยู่ที่ครู อาชีพครูนั้น เป็นอาชีพที่น่าเคารพถือเป็นแม่พิมพ์ เป็นเรือจ้าง ที่รับส่งลูกศิษย์จนถึงฝั่ง ...แต่ในบางครั้ง ครู ก็คือมนุษย์คนหนึ่งที่มีทั้งคนดี คนชั่ว มีทั้งคนที่สามารถยับยั้งควบคุมกิเลสตัณหาได้ และคนที่ควบคุมยับยั้งสิ่งเหล่านั้นไม่ได้เลย และคนเหล่านั้นได้มาประกอบอาชีพอันน่าเคารพยกย่องนี้... มีพ่อแม่หลายคนที่ปล่อยลูกให้อยู่ในการดูแลของครู โดยไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ภายใต้หน้ากากที่ดูน่าเคารพ และมีเกียรตินั้น ได้ซ่อนเขี้ยวเล็บและความโฉดชั่วไว้เพื่อรอวันฝังคมเขี้ยวอสรพิษร้ายไว้ที่ลูกหลานของตน ดังเช่น ครอบครัว ยากจน ครอบครัวหนึ่ง นั่นคือ ครอบครัวของเด็กสาวที่ชื่อ "ปลาย"
          ครอบครัวของปลายมีฐานะยากจน พ่อแม่ทำงานรับจ้างทั่วไป เพราะไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ปลายเป็นลูกคนเดียว ภายในครอบครัวก็รักใคร่กันดี  พ่อแม่ของปลายก็คล้าย ๆ กับคนทั่วไปที่ให้ความนับถือและไว้วางใจคนที่เป็นครูของลูก และยิ่งในสังคมต่างจังหวัดด้วยแล้วมักยกย่องว่าครูคือพ่อแม่คนที่สองของลูกด้วยซ้ำ  ดังนั้นเมื่อมีครูผู้ชายคนหนึ่งที่โรงเรียนมาขอตัวปลายไปรับจ้างทำความสะอาดที่บ้านพัก พ่อกับแม่จึงอนุญาต ขณะนั้นปลายกำลังเรียนอยู่ระดับมัธยมต้น แรก ๆ ปลายก็ไปทำงานที่ได้รับมอบหมายตามปกติ งานที่ทำก็จะเป็น การกวาดบ้าน ถูบ้าน ล้างจาน  และซักเสื้อผ้า ซึ่งไม่ได้หนักหนาอะไร  และยังได้ค่าจ้างไว้เป็นค่าขนมไปโรงเรียนด้วย  ชีวิตช่วงนี้ของปลายก็มีความสุขดี เช้าไปโรงเรียนตามปกติ หลังเลิกเรียนก็ไปทำความสะอาดบ้านคุณครู พ่อแม่ก็หมดห่วงที่ลูกไปทำงานบ้านครูไม่ได้ไปเที่ยวเตร่เหลวไหลที่ไหน
แต่ไม่นานครูก็ได้ลอกคราบกลายเป็นซาตานร้ายที่ใช้กำลังบังคับข่มขืนเธอ   ซ้ำหลังจากเสร็จกิจแล้วยังข่มขู่ปลายว่าถ้านำเรื่องนี้ไปบอกให้คนอื่นรู้ หรือเรื่องถึงตำรวจเมื่อใดจะตามไปฆ่าทิ้งทั้งครอบครัว ด้วยความเป็นเด็กปลายหวาดกลัวอย่างมาก ไม่กล้าบอกใคร เธอจึงต้องตกเป็นเหยื่ออารมณ์ทางเพศของครูคนนั้นหลายครั้ง โดยที่ไม่มีใครเอะใจสงสัยเลย      เด็กหญิงอายุ 13 ปี ต้องกล้ำกลืนฝืนทนมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เธอเรียกว่าครูอยู่เรื่อยมา เธอต้องยอมเพราะครูเป็นคนที่มีอำนาจและฐานะทางสังคมที่เหนือกว่าเธอและครอบครัว ถ้าคนอื่นรู้ความจริงจะเกิดอะไรขึ้นกับเธอและพ่อกับแม่...
แต่สุดท้ายปลายก็ไม่สามารถแบกรับเรื่องราวเหล่านั้นไว้ด้วยตัวเองเพียงคนเดียวได้อีกต่อไป  ปลายจึงตัดสินใจเล่าให้พ่อฟัง . แล้วทุกอย่างก็ได้ดำเนินไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น
         ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายต่าง ๆ ปลายจึงได้เข้ามาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉิน เพื่อพักฟื้นและเยียวยาจิตใจ ภายนอกปลายอาจดูเป็นเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง ที่สนุกสนานร่าเริง ซึ่งบางครั้งเราจะพบว่าปลายร่าเริงจนเกินปกติ เหมือนเธอแสร้งแสดงอาการเหล่านั้นออกมา ซึ่งจริง ๆ แล้วปลายรู้สึกเสียใจ ปลายมองไม่เห็นอนาคต เธอรู้สึกผิดที่ทำให้พ่อแม่เสียใจและผิดหวัง ภายในจิตใจเธอร้องไห้  ทั้ง ๆ ที่เรื่องราวทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของเธอเลย
         เราเชื่อว่ายังมีผู้หญิง และเด็กอีกหลายคนในหลายมุมของโลกใบนี้ที่ต้องพบกับความเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ  และความรุนแรงทางเพศ โดยเฉพาะจากคนใกล้ตัว      อาชีพ ฐานะ และการศึกษา ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถการันตีความเป็นคนดีของมนุษย์ได้เลย

...……………………………………………………………………………………………………………
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org   

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บาดแผลที่มองไม่เห็น (รีไรท์)




บาดแผลที่มองไม่เห็น
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เจ้าของเรื่อง: ผู้หญิงและเด็กที่พักพิงอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน   ผู้เขียน: จิตรา นวลละออง
       
       
    สำหรับประเทศไทยนั้นยังมีผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากอีกมากมาย เช่น ครอบครัวของ “สวย” ที่พ่อแม่ขาดความรู้ และการวางแผนครอบครัว ทั้งยังมีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับการคุมกำเนิด จึงส่งผลให้มีลูกมาก และยากจน ทำให้ครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้วต้องยากจนมากขึ้นไปอีก เลยไม่สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้ ลูกที่เกิดมาเมื่อพอรู้ความก็ต้องทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว  ปัญหาที่ตามมา คือ ปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ปัญหาการทารุณกรรม ความไร้เมตตาธรรม ฯลฯ
  
              “สวย” เด็กผู้หญิงซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของครอบครัวอันแสนยากจนครอบครัวหนึ่ง  พ่อ-แม่ของสวยมีลูกทั้งหมดรวม 6 คน สวยจึงมีน้องเล็ก ๆ อีก 5 คนให้ต้องดูแล แม่เป็นแรงงานสำคัญของครอบครัวเพราะพ่อแขนข้างขวาอ่อนแรงทำงานหนักไม่ได้เพราะเคยตกต้นไม้  และพ่อมักหาเรื่องทะเลาะกับแม่ด้วยเหตุเมาและหึงหวง  สวยเรียนจบป.6 ซึ่งก็มากพอสำหรับครอบครัวที่ปากกัดตีนถีบรับจ้างทำงานไปวัน ๆ และไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง แถมยังมีลูกดกยั้วเยี้ยให้ต้องเลี้ยงดู 

     หลังจากเรียนจบ สวยได้ไปรับจ้างทำงานก่อสร้างแต่ก็ถูกโกงค่าแรง จนต้องออกจากงาน ไม่นานก็มีคนในหมู่บ้านซึ่งเป็นนายหน้าหาเด็กไปทำงานบ้านให้กับคนรวย มาพูดกับแม่เพื่อชักชวนให้ส่งลูกไปทำงาน สวยจึงได้เข้ามาทำงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 15 ปี นายจ้างของสวยเป็นครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่มีฐานะร่ำรวย คุณผู้หญิงของบ้านเป็นคนเดียวที่อยู่บ้านทุกวัน  คุณผู้ชายไปทำงาน   ลูก ๆ ทั้งสี่คนของคุณผู้หญิงและคุณผู้ชายไปเรียนที่มหาวิทยาลัย
          เวลางานของสวยเริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง สวยต้องทำงานบ้านทุกอย่างในบ้านหลังใหญ่เพียงคนเดียว ต้องล้างรถทุกคัน ต้องซักผ้าด้วยมือแม้จะมีเครื่องซักผ้าแต่คุณผู้หญิงไม่ให้ใช้  ต้องจัดเตรียมอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่คุณผู้หญิงจะสั่ง  สวยทำงานหนักแต่ไม่เคยได้รับเงินเดือน เพราะคุณผู้หญิงบอกว่าจะส่งให้แม่เอง สวยไม่มีวันหยุด วันไหนงานน้อยจะได้เข้านอนตอนเที่ยงคืน  อาหารของสวยในแต่ละมื้อถ้าไม่ใช่ น้ำเปล่า ก็เป็นข้าวที่หลงเหลือมาจากวันไหน ๆ ก็ไม่รู้ซึ่งถูกแช่ไว้ในตู้เย็น บางวันดีหน่อยก็จะมีพริก เป็นกับข้าว 
     แม้สวยจะลำบากต้องกินข้าวเคล้าน้ำตา แต่สวยก็บอกตัวเองให้อดทนเมื่อนึกถึงใบหน้าของคนที่รอคอยอยู่ที่บ้าน นานวันเข้าสภาพร่างกายของเด็กสวยที่ไม่ได้รับสารอาหารก็ทรุดโทรมลง แขนขาลีบเล็ก ผอมโซ ดำคล้ำ คล้ายไม้เสียบผีเข้าไปทุกวัน เมื่อสุขภาพแย่ลง งานของสวยก็ไม่ค่อยเรียบร้อย จึงมักถูกลงโทษด้วยการด่าทอและทุบตี ถ้าคุณผู้หญิงโกรธมาก ๆ  ก็จะใช้เข็มขัดหนัง หัวเหล็กฟาดมาตามตัวและศีรษะของสวย หรือไม่ก็เอาเก้าอี้ไม้สักฟาดเข้าที่กลางหลัง หรือไม่ก็ให้สวยตบปากตัวเองจนปากแตก บางครั้งก็บังคับให้เอาหัวโขกพื้น  ลูก ๆ ของคุณผู้หญิงก็เคยห้ามปรามแต่ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลง จนต่อมาดูเหมือนเรื่องเด็กสวยถูกทำร้ายกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาของครอบครัวนี้…
    แล้ววันที่สวยต้องเจ็บปวดที่สุดในชีวิตก็มาถึง วันนั้นสวยเป็นไข้ แต่ก็ต้องทำงานหนักอย่างเช่นเคย  เสียงคุณผู้หญิงสั่งงานเข้าหูบ้างไม่เข้าบ้าง ซึ่งขัดใจคุณผู้หญิงเป็นอย่างมาก หญิงวัยกลางคนที่หน้าตาและการแต่งกายดูดีส่งเสียงโหวกเหวกด่าทอเด็กลูกจ้างที่นั่งซักผ้าอยู่ที่ลานซักล้างชั้น 2 ของบ้านหลังใหญ่  สิ้นเสียงนั้นก็ตามมาด้วยเสียง "ปึ๊ก" ท่อแป๊ปเหล็กรูปทรงกลมที่ใช้เป็นราวตากผ้าไม่ทราบขนาดฟาดเข้ากลางหลังของเด็กน้อยจนเด็กหล่นจากเก้าอี้ ความเจ็บแล่นเข้าสู่กลางลำตัว จนต้องยกมือไหว้ร้องขอความเมตตา "คุณผู้หญิงอย่าทำหนู หนูกลัวแล้ว" คุณผู้หญิงหยุดชะงัก เด็กน้อยมีความหวังว่าคุณผู้หญิงคงสงสารตน แต่ฉับพลันคุณผู้หญิงกลับก้มลงคว้าเก้าอี้ไม้ตัวเล็กฟาดตามลงมา เด็กน้อยก้มศีรษะเพื่อป้องกันภัยตามสัญชาติญาณการเอาตัวรอด "โพล้ะ" เสียงเก้าอี้กระทบกับด้านหลังศีรษะของสวย สวยรู้สึกตุบ ๆ ที่ศีรษะ จากชาหนึบกลายเป็นเจ็บปวด จึงค่อย ๆ ยกมือขึ้นแตะคลำศีรษะของตนเอง มีน้ำข้นๆ เหนียวเหนอะ สีแดงเข้ม และมีกลิ่นคาวติดมือมา  แม้สวยจะได้รับบาดเจ็บแต่สวยยังต้องกัดฟันทำงานต่อไปจนดึก ความทรมานจากบาดแผลที่ไม่ได้รับการเยียวยาเลยได้ส่งผลให้สวยตัวร้อนราวกับไฟ ลมหายใจเข้าออกผ่าวร้อนจนแสบจมูก ลำคอแห้งผาก ปากแตกเป็นขุยจนเลือดออกซิบ ๆ
    เช้ามืดคุณผู้หญิงมาปลุกสวย และสั่งให้เก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า แล้วลากตัวสวยมาโทรศัพท์หาป้าเพื่อฝากข้อความไปยังแม่โดยบังคับให้พูดตามที่คุณผู้หญิงสั่งเท่านั้น แต่สวยกลับนิ่งเฉย จึงเป็นการกระตุ้นอารมณ์โกรธของคุณผู้หญิงอีกครั้ง เธอยกเท้าขึ้นมาตบหน้าสวยหลายที จากนั้นก็ลากสวยออกจากบ้านขึ้นรถ และพาไปส่งที่หัวลำโพงเพื่อส่งขึ้นรถไฟกลับบ้าน  นั่นคือสิ่งที่ทำให้สวยคิดว่าคงไม่ต้องพบเจอกับคุณผู้หญิงอีกแล้ว แต่โลกมันกลม และใครทำอะไรไว้ย่อมได้รับผลจากการกระทำนั้นเสมอ…
    หลังจากสวยหลับๆ ตื่น ๆ ด้วยพิษไข้อยู่บนรถไฟเพียงลำพังจนสถานีปลายทาง สวยลงจากรถไฟหาเศษเหรียญหยอดตู้โทรศัพท์ไปหาป้าเพื่อให้ช่วยไปบอกแม่ จากนั้นสวยแข็งใจแบกสังขารของตนเองไปนั่งรถสองแถวที่ป้าบอกเพื่อไปเจอแม่กับป้า ที่หน้าหมู่บ้าน 
แม่... หญิงชาวบ้านผู้ยากจนน้ำตาคลอเมื่อเห็นสภาพของลูกสาวคนโตที่จากบ้านไปนาน มืออันหยาบกร้านของแม่เอื้อมมาจับตัวลูกสาวคนโตดึงตัวเข้าไปสวมกอด เหมือนเส้นความอดทนของสวยได้ขาดสะบั้นลง สวยปล่อยโฮออกมาอย่างสุดชีวิต เสียงร้องไห้ของสวยกรีดลึกลงไปกลางใจกลางหัวอกคนเป็นแม่ จนไม่สามารถบอกได้ว่าจากเหตุการณ์นี้ใครเจ็บปวดกว่ากัน…
    ด้วยความช่วยเหลือของป้า สวยถูกนำตัวไปรับการรักษายังโรงพยาบาลประจำจังหวัด และมีองค์กรเอกชนเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากนั้นสวยได้ถูกพากลับมาสู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง เพื่อรับการบำบัด เยียวยา ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงด้านการดำเนินคดี ณ บ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง ที่เปรียบเหมือนบ้านหลังใหม่ของสวย เธอได้เติบโต ได้เรียนหนังสือ ได้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อเธอ
   เมื่อมีการขึ้นศาล สวยก็ยังต้องโคจรมาพบกับคุณผู้หญิงอีกครั้งที่ศาล แต่ สวยไม่ต้องสู้เพียงลำพังอีกแล้ว ข้าง ๆ ตัวสวยมีหลาย ๆ คนที่รักเธอ ร่วมยืนเคียงข้างและสู้ไปด้วยกัน หลายปีคดีจึงสิ้นสุด ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาได้ตัดสินไปในทิศทางเดียวกันว่า “จำเลยกระทำผิดจริง” จึงเป็นอันสิ้นสุดกระบวนการคดีประวัติศาสตร์ "ใช้แรงงานเด็กเยี่ยงทาส" เนื่องจากเป็นคดีแรกของไทย ที่มีคำพิพากษาในความผิดฐานการเอาเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีลงเป็นทาส ตามมาตรา 312 ทวิ วรรค 2 ประกอบมาตรา 312 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
    สวยในปัจจุบันช่างแตกต่างจากวันวานนัก ภาพวันวานเธอเคยนั่งกอดเข่าซ่อนใบหน้าไว้ราวกับว่าเป็นที่ซ่อนตัวอันปลอดภัย จากโลกภายนอก เด็กน้อยคนนั้นมีร่างกายซูบผอมคล้ายเด็กขาดสารอาหาร   กระดูกตามข้อปูดโปนจนน่ากลัวว่ามันจะทะลุผิวหนังออกมา  ผิวหนังคล้ำแห้งแตกเป็นขุย ส้นเท้าแตกเป็นริ้ว ๆ ผมหยาบกระด้างสีดำตัดสั้นแทบติดหนังศีรษะ และยังเว้า ๆ แหว่ง ๆ  ที่ตรงเกือบกลางศีรษะมีรอยฝีเข็มเย็บแผล เป็นช่องโหว่ที่ไม่มีผมขึ้นแม้สักเส้น ภาพเด็กคนนั้นในวันเก่าไม่มีให้เห็นอีกแล้ว
    จากอดีตที่สาหัสที่สุดในชีวิตของสวย เป็นเวลาที่เหมือนจะยาวนานและน่าจะลบเลือนสิ่งต่าง ๆ อันเลวร้ายที่เกิดขึ้นจนหมดสิ้น แต่ในใจของสวยยังคงมีแผลที่เรามองไม่เห็น คล้ายกับบาดแผลบนศีรษะของเธอที่ยังคงเป็นแผลเป็น มีช่องโหว่ที่เส้นผมจะไม่งอกขึ้นมาอีกแล้ว เพียงแต่ผมในส่วนอื่นยาวขึ้นและได้ปกปิดแผลเป็นนั้นเอาไว้  แม้จะเจ็บปวดเมื่อนึกถึงแต่สวยก็เล่าถึงเหตุการณ์เหล่านั้นได้ด้วยรอยยิ้ม ไม่ว่าชีวิตจะผ่านช่วงเวลาดีหรือร้ายอย่างไรมา แต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำเนินต่อไป 
และ ...ความรักความเมตตาเท่านั้นที่จะค้ำจุนโลกใบนี้ไว้...
........................................................................................................................................
    หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่...
    สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1  ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. 
    ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org   เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/apswthailand.org 

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562

พลอย


พลอย

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน  
  ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง

ที่ผ่านมาเป็นระยะเวลา 39 ปี บ้านพักฉุกเฉินได้ให้การดูแลและช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กมากว่า 53,000 ราย ในจำนวนนั้นมีเด็กมากมายหลายวัยที่มาอยู่ในความคุ้มครองดูแลของบ้านพักฉุกเฉิน  เด็กจำนวนหนึ่งได้กลับสู่ครอบครัวเมื่อครอบครัวพร้อม แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ว่าจะนานเท่าใดครอบครัวก็ไม่เคยพร้อม... เช่น เด็กหญิง “พลอย” ที่ไม่มีวันที่แม่จะพร้อมอีกต่อไปเพราะแม่ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคเอดส์
             
         พลอยเข้ามาอยู่ในความดูแลของบ้านพักฉุกเฉิน ด้วยวัยเพียง 4 ขวบ  ตั้งแต่แม่ของพลอยยังมีชีวิตอยู่  พลอยเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ผิวขาว หน้ากลม ดวงตาบ้องแบ๊วใสซื่อยิ้มแย้มแจ่มใสและช่างพูด ถึงจะพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะพลอยมีพัฒนาการที่ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับเด็ก ๆ ในวัยเดียวกัน      พลอยมาที่บ้านพักฉุกเฉินด้วยปัญหาแม่เลี้ยงดูอย่างไม่มีมาตรฐาน เนื่องจากแม่ เร่ร่อน ป่วยติดเชื้อเอชไอวี มีอาการทางจิต ติดยาเสพติด-และป่วยเป็นวัณโรคปอด

คนที่พาพลอยและแม่มาบ้านพักฉุกเฉิน คือ ยายเลี้ยง ซึ่งเป็นหญิงชราคนหนึ่งที่รับเลี้ยงแม่ของพลอยมาตั้งแต่เล็ก ๆ  ยายเลี้ยงได้เล่าว่า แม่ของพลอยเป็นเด็กกำพร้าจึงได้รับเลี้ยง แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย        ในวัยเด็กแม่ของพลอยเรียนไม่เก่งต้องซ้ำชั้นอยู่หลายครั้งจึงออกจากโรงเรียนทั้งที่ยังอ่าน-เขียนหนังสือไม่ได้ เมื่อย่างเข้าช่วงวัยรุ่นก็หนีออกจากบ้านตามผู้ชายไปหลายปีเมื่อเลิกรากันก็กลับมาอยู่บ้าน ไม่นานก็ได้คบหามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนและอาศัยอยู่ที่บ้านแบบไป ๆ มา ๆ เพราะเธอมักออกไปเร่ร่อนไม่เคยอยู่ที่ไหนเป็นหลักแหล่ง บางครั้งก็อาศัยนอนตามสะพานลอยตามป้ายรถประจำทางหรือตามสวนสาธารณะ หารายได้ด้วยการขายบริการทางเพศ จนกระทั่งอายุประมาณ 30 ปี เธอจึงได้ให้กำเนิดพลอย และพาพลอยมาให้ยายเลี้ยงช่วยดูแลโชคดีที่พลอยไม่ติดโรคร้ายจากแม่ ทั้งที่แม่ไม่ได้กินยาต้านไวรัสเอชไอวี ตอนท้อง  ต่อมา 2-3 ปี แม่ของพลอยก็มีอาการทางจิต ยายเลี้ยงจึงได้พาแม่ของพลอยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแต่ก็รักษาไม่ต่อเนื่อง เพราะแม่มักหนีออกมาเร่ร่อน และจะแอบมาพาตัวพลอยออกไปเร่ร่อนด้วย ยายเลี้ยงจึงได้ส่งแม่ไปอยู่สถานสงเคราะห์ของรัฐสำหรับผู้มีปัญหาทางจิต แต่แม่ก็ยังหนีออกมาเร่ร่อนอีก... ยายเลี้ยงจนหนทางจึงได้พาพลอยมาขอความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉิน เพราะเป็นห่วงกลัวว่าพลอยจะต้องใช้ชีวิตร่อนเร่มีชะตาชีวิตเหมือนแม่ไปอีกคน
         
         หลังจากพลอยมาอยู่บ้านพักฉุกเฉิน แม่ก็ยังคงเร่ร่อน อยู่บ้านยายเลี้ยงบ้าง ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้บ้าง แต่ยังคงพยายามมาเยี่ยมพลอยอยู่เรื่อย ๆ หลายครั้งแม่ก็มาพร้อมกับกลิ่นเหล้า บุหรี่ เนื้อตัวที่สกปรกมอมแมม หนักกว่านั้นบางครั้งยังพูดคุยไม่รู้เรื่อง แต่ก็แวะมาหาพลอยอยู่เสมอ  จนช่วงหนึ่งก็ได้เงียบหายไป มาทราบข่าวอีกครั้งแม่ของพลอยก็มีป่วยเป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้ายและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ยายเลี้ยงได้พาพลอยไปส่งแม่เป็นครั้งสุดท้าย

              เมื่อพลอยไม่มีผู้ปกครอง และยายเลี้ยงก็ไม่สามารถรับภาระดูแลพลอยได้ตลอดเวลา เพราะท่านก็สูงอายุและมีโรคประจำตัว จึงขอให้บ้านพักฉุกเฉินส่งพลอยเข้าสถานสงเคราะห์ที่ช่วยเรื่องการเรียนพร้อมกับอยู่ใกล้บ้านยายเลี้ยง เพื่อสะดวกในการเดินทางไปเยี่ยมและดูแลพลอยได้เมื่อมีโอกาส เพราะพลอยไม่เหลือใครในชีวิตอีกแล้วนอกจากยายเลี้ยง บ้านพักฉุกเฉินจึงได้ส่งพลอยไปเข้ารับการสงเคราะห์ด้านที่พักและการศึกษาต่อยังองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของยายเลี้ยง ในวันที่ส่งพลอยเข้าสู่สถานที่ใหม่นั้นพลอยอายุได้ 6 ขวบ

           หลังจากนั้นเมื่อติดตามผล ทราบว่าพลอยปรับตัวได้ดีในเวลาไม่ถึงอาทิตย์  ในวันนี้พลอยมีความสุขดีกับสถานที่ใหม่  และยายเลี้ยงก็ยังคงไปมาหาสู่พลอยอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสยายเลี้ยงก็จะมารับพลอยไปค้างที่บ้านบ้างเป็นครั้งคราว...  อย่างไรก็ตามเราก็เชื่อมั่นได้ว่าเราได้วาง พลอย ไว้ ณ สถานที่ ๆ ดี และปลอดภัย และเหมาะสมกับพลอยแล้ว
………………………………………………………………………………………………………………
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org    

ชีวิตใหม่

  ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...