แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติดเชื้อเอชไอวี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ติดเชื้อเอชไอวี แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2564

ชีวิตใหม่

 

ชีวิตใหม่

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง

รัตนา หญิงสาววัยผู้ใหญ่จากต่างจังหวัด เธอมีร่างกายผ่ายผอม ผมบนศีรษะก็ขึ้นหร็อมแหร็มผิวหนังตามร่างกายแขนขาก็เป็นตุ่มหนอง บ่งบอกว่ารัตนาต้องมีปัญหาด้านสุขภาพอย่างแน่นอน

รัตนา เป็นผู้ป่วยติดเชื้อ เอช ไอ วี ที่เพิ่งเข้ามาพักที่บ้านพักฉุกเฉินได้ไม่นาน แรกเริ่มเดิมทีที่รัตนาเข้ามาที่บ้านพักเธอมีน้ำหนักตัวเพียง 34 กิโลกรัมเท่านั้น ก่อนหน้านี้รัตนาไม่เคยทำการตรวจรักษาเกี่ยวกับโรคที่ตนเองเป็นมาก่อน แม้การตรวจเลือดเพื่อหาภูมิต้านทานก็ไม่เคย รัตนาเพิ่งได้มาทำการตรวจที่บ้านพักฉุกเฉินเมื่อเจ้าหน้าที่พาไปและพบว่าระดับภูมิต้านทานของเธอเป็นศูนย์ นั่นหมายถึงว่า ร่างกายของรัตนาไม่มีภูมิต้านทานเลย หากเธอรับเชื้อโรคและเจ็บป่วย รัตนาก็สามารถลาโลกนี้ไปได้ทุกเมื่อ

เรื่องราวชีวิตก่อนหน้านี้ของรัตนา เธอนั้นทำงานรับจ้างและมีครอบครัว รัตนามีสามีมาแล้วทั้งหมด 4 คน มีลูกสาว 3 คน ลูกสาว 3 คน ล้วนเป็นพี่น้องต่างบิดา และเป็นความโชคดีที่ลูกสาวไม่ได้รับเชื้อโรคร้ายจากแม่ ส่วนกับสามีคนสุดท้ายนั้นไม่มีลูกด้วยกัน เมื่อสอบถามรัตนาว่าเธอคิดว่าเธอติดเชื้อโรคนี้มาจากใคร... เธอตอบว่าน่าจะเป็นสามีคนที่ 2 เพราะสามีคนแรกนั้นเป็นคนดีไม่เที่ยว ทำแต่งานดูแลครอบครัวอย่างดี เลิกกันเขาก็เอาลูกไปดูแล สาเหตุที่เลิกกับสามีคนแรกเพราะ “เขาคงเป็นคนดีเกินไป” นี่ก็เป็นคำตอบของรัตนา ซึ่งเราก็จะไม่ก้าวล่วงไปในเหตุผลของรัตนาเพราะครอบครัวและชีวิตใครก็ของคนนั้นเราคงไม่สามารถไปตัดสินอะไรแทนได้ อีกทั้งแต่ละคนก็ต่างมีเหตุผลของตนเอง

หลังจากเลิกกับสามีคนแรกได้ประมาณ 3 ปี รัตนาก็ได้มีสามีคนที่ 2 เธอบอกว่าเขาเป็นผู้ชายที่ไม่เที่ยวผู้หญิง แต่เขาก็ไม่ใช่ว่าจะดีนัก ทั้งค้าและเสพยา ทั้งยาบ้า ยาไอซ์ รัตนาไม่รู้ว่าเขาใช้เข็มฉีดยาเสพเฮโรอีนหรือไม่ ส่วนรัตนาเมื่อท้องลูกคนที่ 2 เธอต้องไปตรวจครรภ์และฝากครรภ์เธอจึงรู้ว่าเธอมีเชื้อเอช ไอ วีเข้ามาเป็นเพื่อนใหม่ในร่างกาย

ครั้งแรกที่รู้ที่หมอบอกหนูก็ไม่เชื่อนะ คือมันไม่อยากจะเชื่อ แล้วก็ไม่เคยบอกกับเขา เลิกกับเขามาได้ 12 ปีแล้วก็ไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไร อาจจะตายไปแล้วก็ได้”

หลังจากเลิกกับสามีคนที่ 2 รัตนานำลูกไปให้ป้าดูแล ส่วนตนเองก็ทำงานรับจ้างและส่งเงินไปให้ป้า แล้วรัตนาก็มาพบรักใหม่กับสามีคนที่ 3 รัตนาอยู่กินกับเขาโดยที่ไม่เคยบอกความจริงให้สามีรู้เลยว่าเธอมีเชื้อ เอช ไอ วี ในร่าง กาย ซ้ำทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ก็ไม่เคยป้องกัน และสามีคนนี้ก็เสียชีวิตด้วยโรคเอดส์

หนูบอกให้เขาใช้ถุงยางเพราะสงสารเขาไม่อยากให้เขาเป็น แต่เขาก็ไม่ยอมใช้ แต่หนูก็ไม่รู้ว่าเขาติดจากหนูหรือติดจากอะไร เพราะเขาค้ายาเสพยา และเสพเฮโรอีนด้วย แต่ตัวหนูไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติดะไรของเขาเลย แล้วเขาก็ตายเพราะติดเราหรือเพราะตัวเขาเอง... ตอนเขาไม่สบายเขาก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลแล้วเขาคงรู้ เพราะก่อนเขาจะตายเขาเหมือนมีอะไรจะบอกกับหนูแต่ก็ไม่บอกเขาได้แต่บอกว่าให้หนูเอาลูกกลับไปเลี้ยงที่บ้าน”

เมื่อสิ้นสามีคนที่ 3  รัตนาจึงพาลูกกลับไปให้ป้าเลี้ยงให้ แล้วเธอจึงมาทำงานรับจ้างแถว ๆ กรุงเทพฯและปริมณฑล แล้วรัตนาก็ได้สามีคนที่ 4 ซึ่งทำงานรับจ้างเป็นยาม รัตนาก็ยังคงไม่ได้บอกกับสามีคนที่4 ว่าตนเองติดเชื้อพร้อมทั้งมีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย      

การใช้ชีวิตกันสามีคนที่ 4 รัตนามักถูกสามีขี้เหล้าทุบตีทำร้ายร่างกาย เธอทนเป็นกระสอบทรายให้สามีคนนี้ได้ไม่นานจึงหนีไปอยู่กับญาติ ซึ่งญาติของรัตนาก็ป่วยเป็นโรคเดียวกันกับเธอทั้งยังเคยมาพักขอความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉินจนแข็งแรงแล้วจึงออกไปทำงานภายนอก ซึ่งในภายหลังเมื่อรัตราอาการหนักญาติคนนี้จึงได้พารัตนามาพักที่บ้านพักฉุกเฉิน

ก่อนที่จะมาบ้านพักฉุกเฉินนั้น รัตนาไม่มีอาการอะไรบ่งชี้เลยว่าเธออาการกำเริบ เธอจึงไม่ได้ไปหาหมอ รัตนาคิดว่าการปฏิบัติตนของเธอที่ดูแลอาหารการกินของตนเองอย่างดี ซื้ออาหารเสริมมาทาน การออกกำลังกาย คงจะทำให้เธอแข็งแรงโดยที่เธอไม่ต้องไปโรงพยาบาล จนกระทั่งเมื่อปลายปีที่แล้วจู่ ๆ ผมก็ร่วง น้ำหนักก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ พอโดนยุงกัดแล้วเกาตุ่มหนองก็ลามไปทั้งตัว เบื่ออาหารกินอะไรไม่ได้เลยข้าวเพียงทัพพีเดียวก็ไม่หมด ญาติจึงบอกว่านี่แหละอาการออกแล้ว

เมื่อมาบ้านพักฉุกเฉินรัตนาจึงได้เข้าสู่กระบวนการรักษาอย่างเหมาะสม เธอได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจคัดกรองวัณโรคและโชคดีว่าไม่พบ รับยาต้านสูตรแรก อาการของเธอเริ่มดีขึ้นน้ำหนักของรัตนาในปัจจุบันเพิ่มมาเป็น 40 กิโลกรัม

ที่บ้านพักดีมากให้ทุกอย่าง ทั้งของกินของใช้ และยังความรู้ ให้ทุกอย่าง ให้จนดีเกินไป เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เต็มใจให้คำแนะนำ และเขาก็ยังพาหนูไปหาหมอ เขาดูแลเราดีจนเกินไปด้วยซ้ำ”

รัตนาเริ่มมองเห็นความหวังของชีวิตใหม่เธอจะดูแลตัวเองให้แข็งแรงก่อนเพื่อจะสามารถเป็นหลักให้กับลูกๆของเธอ เมื่อรัตนาแข็งแรงแล้วจะออกไปทำงานเพื่อส่งเงินให้ลูกที่เธอฝากเลี้ยงกับป้าที่ต่างจังหวัด

...........................................................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org     เว็บไซต์สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ  หรือ เฟซบุ๊ก : สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน ดอนเมือง

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ชีวิตที่ดิ้นรนของปราณี

 

ชีวิตที่ดิ้นรนของปราณี

Base on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ

“เคยถามตัวเองว่าชาติที่แล้ว หนูทำกรรมอะไรไว้นะชาตินี้เกิดมาพ่อแม่ก็ไม่รัก ร่างกายก็พิการ มีแฟนก็หวังพึ่งพาฝากผีฝากไข้แต่ก็ไม่ได้เลย จนมาคิดได้ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน แต่หนูเป็นอย่างนี้ก็ไม่เคยคิดไปเหลวไหลติดยาอะไรนะ ไม่ชอบ เคยมีคนชวนเสพยาบอกว่าจะได้ผอม เลยบอกเขาไปว่า  ...กูยอมอ้วนอย่างนี้น่ะดีแล้ว เสพยาแล้วเงินก็ไม่มีเหลือ”

ประโยคที่ทั้งตัดพ้อต่อชะตาชีวิตของตนเองทั้งแฝงด้วยอารมร์ขัน ได้หลุดออกมาจากปากของ สาวใหญ่ร่างท้วม ผิวสองสี วัย 30 กว่าปี ที่ชื่อว่า “ปราณี”

ปราณี มีความพิการทางร่างกาย ขาของปราณีไม่เท่ากันทำให้การเดินเหินของเธอดูไม่คล่องตัวนัก ความพิการนี้ติดตัวปราณีมาแต่กำเนิด ซึ่งตากับยายที่เลี้ยงดูปราณีมาบอกเล่าว่าน่าจะมาจากการที่แม่ของปราณีพยามทำแท้งด้วยการกินยาขับเลือดแต่ไม่สำเร็จ ความพิการทางกายของปราณีนอกจากจะเป็นหลักฐานที่แสดงถึงปมด้อยทางกายของเธอแล้ว ยังเป็นหลักฐานของปมด้อยภายในใจของปราณีอีกด้วยว่าเธอไม่ได้เกิดมาด้วยความรัก

ตั้งแต่ปราณีจำความได้เธอไม่เคยได้รู้ว่าพ่อที่แท้จริงของตนเองเป็นใครมีหน้าตาอย่างไร เธอรู้แต่เพียงว่า แม่มักจะเปลี่ยนแฟนใหม่ไปเรื่อย ๆ ในวัยเด็กแม่ไม่ได้ดูแลปราณีเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่ปราณีถูกเลี้ยงดูโดยตาและยาย แม้ท่านทั้งสองจะมีฐานะยากจนส่งเสียให้ปราณีเรียนได้แค่ชั้นป.6 แต่วัยเด็กของเธอเธอก็มีความสุขดี หลังจากเรียนจบปราณีออกมาทำงานรับจ้างเย็บผ้า และพยายามเรียนกศน.ด้วยตนเองจนอายุ19 ปี เธอจึงเรียนจบชั้นม.3

หลังจากเรียนจบปราณีก็ยังคงทำงานรับจ้างเย็บผ้าโหลที่เดิมเรื่อยมาอีกหลายปี จนได้พบรักกับ “นายเอ” ซึ่งทำงานเป็นรปภ.อยู่ที่โรงงานเดียวกัน ทั้งคู่คบหาเป็นแฟนกันได้ราว ๆ หนึ่งปี ปราณีเห็นว่านายเอเป็นคนนิสัยดีมีความรับผิดชอบ จึงตกลงอยู่กินเป็นสามีภรรยากัน หลังจากที่อยู่ด้วยกันไม่นานนายเอก็เปลี่ยนแปลงไปมีพฤติกรรมไม่ค่อยกลับบ้านและมักจะบอกว่าต้องอยู่ยามควงเวร จนปราณีท้องลูกคนแรกได้ประมาณ 5 เดือน ปราณีได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาติดต่อสามีของตนเองว่า

“ฮัลโหล...ขอสายเอค่ะ” เสียงสาวนิรนามเอ่ยขึ้นเมื่อปราณีรับสายโทรศัพท์

“ตอนนี้เอไม่อยู่ค่ะ ใครโทรมาเนี่ยคะ?” ปราณีตอบกลับไปพร้อมกับเริ่มมีความระแวงสงสัย

 “บอกเขาว่าเมียของเขาโทรมาให้โทรกลับด้วย” สาวนิรนามบอกกล่าวระบุตัวตนของตนเองจนปราณีแทบทำโทรศัพท์ร่วงหลุดจากมือ ภายในใจของปราณีกลับคิดว่าถ้าผู้หญิงคนนี้เป็นเมียนายเอแล้วตนเองล่ะเป็นอะไรปราณีจึงกลั้นใจถามกลับไปว่า “แล้วคุณเจอกับเขาได้ยังไง?”

“เขามาทำงานอยู่ยามที่หมู่บ้านที่ฉันอยู่เนี่ย เอเขาก็มาอยู่กับฉันตลอดแหล่ะ ... บอกเขาให้โทรกลับหาเมียเขาด้วยล่ะ แค่นี้นะ” สาวนิรนามย้ำตำแหน่งของตนเองให้ปราณีฟังอีกครั้ง ก่อนที่จะวางสายไป     ปราณีวางโทรศัพท์ลงอย่างงงงวย

            เมื่อปราณีนำปัญหาไปปรึกษาแม่ แม่บอกให้ปราณีเลิกกับนายเอทันที และยังบอกอีกว่าหลานคนเดียวแม่เลี้ยงได้ นั่นจึงเป็นจุดแตกหักของการมีครอบครัวครั้งแรกของปราณี เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงตั้งแต่ยังท้อง โดยที่นายเอไม่ได้ติดต่อหรือมีส่วนรับผิดชอบค่าเลี้ยงดูใด ๆ เลย แต่หลังจากย้ายมาอยู่กับแม่เธอก็ต้องมาพบกับปัญหาใหม่คือ พ่อเลี้ยงมักจะลวนลามล่วงเกินหาเศษหาเลยกับเธออยู่เสมอ แม้เธอจะมีลูกอ่อนก็ตาม จนครั้งหนึ่งถึงกับเป็นคดีความเมื่อพ่อเลี้ยงเมาและคิดจะปลุกปล้ำปราณี แต่มีคนเข้ามาช่วยเธอไว้ได้ จึงได้เกิดการแจ้งความกันขึ้น แต่แม่ก็ยังคงอ้อนวอนให้ปราณียอมความ โดยให้เหตุผลว่า “มันอยู่กับกูมันก็ดูแลกูเวลากูเจ็บป่วย” ปราณีจึงเห็นแก่แม่ไม่เอาเรื่องพ่อเลี้ยง เมื่อทั้งสามคนกลับมาอยู่ด้วยกันพ่อเลี้ยงก็ยังไม่เลิกพฤติกรรมเดิม ๆ ปราณีทนไม่ไหว เธอหวาดกลัวว่าตัวเองจะพลาดท่าเสียทีต่อพ่อเลี้ยงเข้าวันไหนสักวัน จึงบอกเรื่องนี้กับแม่อีกครั้งแต่แม่ของเธอกลับบอกว่า

“มึงอย่าบอกใครนะ กูอายคนอื่นเขา  ... จะให้กูทำยังไงล่ะ... นั่นก็ลูกนี่ก็ผัว”

“งั้นหนูจะเป็นฝ่ายไปเอง” ปราณีตัดปัญหาด้วยการเอาตัวเองออกมาจากครอบครัวของแม่ โดยที่ยกลูกชายให้อยู่ในความดูแลของแม่ เพราะตัวเธอเองไม่มั่นใจในอนาคตของตัวเองเลยถ้าเอาลูกออกมาก็คงพากันออกมาอดตาย

เมื่อปราณีออกมาใช้ชีวิตคนเดียว เธอจึงพยายามหางานแต่ก็สมัครงานอะไรไม่ได้ เธอจึงเอาเงินเก็บไปลงทุนขายเสื้อผ้าตามตลาดนัดซึ่งก็พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้ผ่านไปได้ ปราณีใช้ชีวิตดิ้นรนเพียงลำพังได้ไม่นานก็ตัดสินใจอยู่กินกับ “นายเติม” ที่มีอาชีพรับจ้างเข็นของในตลาด นายเติมเป็นคนพิการหูตึงทำให้ปราณีคิดว่าคนพิการด้วยกันคงจะเห็นใจกัน แต่ก็ไม่เป็นอย่างหวัง เพราะแม้นายเติมจะพอมีเงินให้ใช้ แต่ก็หาเรื่องทะเลาะตบตีอยู่ตลอด เธอบอกว่า

“โอ้ย!... ไม่ไหวอยู่ด้วยกัน 6 เดือน ดีอยู่ได้ 3 เดือนแรก พอ 3 เดือนหลัง ตีกันทุกวัน เลยหนีไปบวชตอนไปบวชตายังเขียวคางยังโย้อยู่เลย เจ้าอาวาสที่บวชให้ยังมองแบบงงๆ เลยบอกหลวงพ่อว่าบวชให้หนูหน่อยเถอะหนูทุกข์มามากแล้ว บวชแล้วก็กรวดน้ำคว่ำขันกันไปอย่าได้เจอะได้เจอกันอีกเลยคนแบบนี้ บวชอยู่เป็นเดือนถึงได้หลุดมาจากมัน”

เมื่อสึกจากบวชชี ปราณีก็กลับมาขายของได้ประมาณ 2 ปี เธอก็ได้พบกับ “นายวี” ที่มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เขามีอายุมากกว่าเธอสิบปี ด้วยความที่ นายวี มีความเป็นผู้ใหญ่และนิสัยดี ปราณีจึงปลงใจที่จะเริ่มมีชีวิตครอบครัวอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้นายวีก็ไม่ได้ทำให้ปราณีผิดหวังแต่อย่างใด เขาเป็นสามีที่ดี มาโดยตลอดระยะเวลา 8 ปี “หนูยังโชคดีที่ได้เจอคนดี แต่คนที่ดีมักจะอยู่กับเราไม่นาน” ปราณีหัวเราะขื่น ๆ ให้กับชะตาชีวิตของตนเอง เพราะ ในช่วงที่คลอดลูกได้ไม่ถึง 2 เดือน สามีที่ดีที่สุดของเธอก็มาตายจากไปด้วยอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อต

“ชีวิตพลิกผันไม่คิดว่าเขาจะไปเร็วขนาดนั้นตอนตีห้าก่อนไปทำงานเขายังยื่นเงินให้เป็นค่านมลูก พอ10 โมงมีคนมาบอกว่าพี่เขาเสียชีวิตแล้ว รู้สึกเสียใจ จะทำยังไงกับชีวิต มันมืดไปหมด ชีวิตมันล้มทำอะไรไม่ถูก”

หลังจากสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไป แม้ด้วยทรัพย์สินของสามีจะช่วยให้ปราณีและลูกไม่ลำบากในช่วงแรก แต่เงินทองก็ร่อยหลอไปกับการทำศพสามี อีกทั้งเธอที่มีลูกอ่อนก็ไม่ได้ทำงานอะไรชีวิตมีแต่รายจ่าย ปราณีจึงนำลูกไปฝากให้ญาติสามีดูแลส่วนเธอก็ต้องออกตระเวนหางานทำ แต่ด้วยสภาพร่างกายที่พิการของเธอทำให้ไม่มีใครรับเธอเข้าทำงาน เมื่อกลับไปขายของตลาดนัดก็ได้รายได้ไม่พอยาไส้ และยังไม่พอส่งให้ลูก เมื่อเงินที่ติดก้นกระเป๋าเหลืออยู่เพียง 20 บาท ปราณีจึงต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อลูกและเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ด้วยการประกอบอาชีพขายบริการทางเพศ ครั้งแรกเธอได้รายได้ 2,000 บาท และครั้งต่อ ๆ มารายได้ขั้นต่ำของเธออยู่ที่ 500 บาท แม้ปราณีจะประกอบอาชีพที่ใครหลาย ๆ คนในสังคมดูถูกและรังเกียจ แต่เธอก็ไม่ละเลยในการรับผิดชอบต่อตนเองและต่อสังคม ปราณีให้แขกใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง อีกทั้งเธอยังไปตรวจเลือดทุก ๆ 3 เดือน

ชีวิตของปราณีอาจจะแย่ลงหรือดีขึ้นต่อจากนี้เราก็ไม่อาจรู้ได้ถ้าหากเมื่อปีที่แล้วเธอจะไม่พบกับ “นายสนอง” ชายผู้มีอายุมากกว่าเธอร่วม 10 ปี เขามีอาชีพขับมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ในช่วงแรกที่เขาเข้ามาในชีวิตของเธอเขาก็รู้ดีว่าเธอประกอบอาชีพอะไร แต่เขาก็มีความเห็นใจช่วยเหลือเกื้อกูลเรื่องเงินทองกับปราณีอยู่เสมอ จนปราณีใจอ่อนและตกลงอยู่กินด้วยกัน ปราณีบอกว่ากับนายสนองเมื่ออยู่กันแบบผัวเมียแล้วเธอจึงไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัย ไม่นานปราณีก็ตั้งท้องลูกคนเล็ก เมื่อไปตรวจและฝากครรภ์หมอบอกว่า ผลเลือดของปราณีมีปัญหา เธอมีเลือดบวก ซึ่งบ่งบอกว่าเธอติดเชื้อ เอช ไอ วี ปราณีคิดว่าเธอคงติดโรคมาจากนายสนองอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้าจะอยู่ด้วยกันผลเลือดเธอยังปกติดี

 “หนูก็มาบอกกับพี่สนองเขานะ ว่าให้ไปตรวจเลือดเขาก็ไม่ไป พอบอกว่าถ้าเป็นเอดส์ล่ะ เขาก็บอกว่าไม่เป็นไร ก็ตายด้วยกัน ตอนที่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ก็หดหู่นะแต่ก็เอาวะคนเรายังไงมันก็ต้องตายทุกคน คนอื่นเป็นเอชไอวี แล้วยังเป็นวัณโรคด้วย งั้นเราก็ยังดีนะเราเป็นแค่โรคเดียว”

ปราณีเล่าว่าชีวิตครอบครัวของเธอกับนายสนองก็ปกติสุขดี เขาดูแลดี รับผิดชอบดีทุกอย่าง แต่พอวันที่จะคลอดลูกเขาก็หายไป “เขาบอกว่า เขาจะไปขับวินหาเงินมาส่งค่ารถ แล้วเขาก็เอาเงินไปด้วยสองพัน หนูให้เขาไปจ่ายค่าเช่าห้อง แล้วเขาก็หายไปเลย ค่าเช่าห้องก็ไม่ได้จ่าย ตกกลางคืนหนูก็ปวดท้องคลอดก็ไปผ่าท้องคลอดลูกอยู่ที่โรงพยาบาล อยู่เป็นผู้ป่วยอนาถา นอนอยู่ 7-8 วัน ไม่มีผัวมาดูมาเยี่ยมเหมือนคนอื่นเขาเลย เงินที่หนูให้เขาไปก็ไปกู้นอกระบบมา เจ็ดพัน ส่งไปให้คนที่เลี้ยงลูกคนรองห้าพัน ให้เขาสองพัน นี่หนูยังต้องไปหาเงินใช้หนี้นอกระบบอีก ไม่รู้ว่าดอกจะเท่าไรไปแล้ว... ”

เมื่อนายสนองผู้เป็นสามีขาดการติดต่อ ห้องเช่าที่ไม่ได้จ่ายค่าเช่า ลูกที่เพิ่งผ่าคลอด ร่างกายที่ยังไม่แข็งแรง ทำให้ปราณีต้องขอความช่วยเหลือจากนักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาล เขาจึงให้คำแนะนำและส่งตัวเธอกับลูกน้อยมาพักฟื้นที่บ้านพักฉุกเฉิน เธอบอกกับเราว่า ทีแรกก่อนที่จะมาอยู่เธอมีความเครียดและกลัว แต่พอได้อยู่ที่นี่ก็มีความสุขดี ไม่มีคนรังเกียจในโรคที่เป็น แถมยังมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแล ปราณีวางแผนในอนาคตไว้ว่าเมื่อเธอแข็งแรงแผลผ่าคลอดหายดีแล้ว เธอจะฝากลูกไว้กับบ้านพักฉุกเฉิน

ถ้าหนูดีขึ้นจนออกจากบ้านพักจะไปตามหาเขาที่วิน ตอนนี้ก็ยังคาใจว่าเขาหายไปไหน จริง ๆ ถ้าจะทิ้งเราก็ควรจะบอกเราสักคำ แต่หนูก็เผื่อใจไว้แล้วหากชีวิตนี้จะไม่เจอเขา เสียใจแต่ก็พยายามทำใจ ไม่มีเขาเราก็ต้องอยู่ดูแลลูกต่อไปให้ได้”

เมื่อเราถามถึงวันข้างหน้าว่าเธอจะกลับไปประกอบอาชีพเช่นเดิมหรือไม่ปราณีก็นั่งครุ่นคิดกับตัวเองสักพักและเอ่ยกับเราว่า

“อนาคตต่อไปก็ยังไม่รู้เหมือนกันค่ะ อาชีพนั้นหนูก็ไม่ได้อยากทำถ้ามีทางเลือก ...ก็อาจจะหางาน ขายของตลาดนัด แต่ว่าหนูหางานยากพิการ ไม่เหมือนคนปกติ

นี่เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งจากผู้หญิงที่เติบโตมาจากครอบครัวที่แตกแยก ชีวิตของเธอต้องดิ้นรนทั้งปากกัดตีนถีบ หามื้อกินมื้อ สุขสบายในช่วงสั้น ๆ ของชีวิต การประกอบอาชีพของเธอก็คงไม่มีใครสามารถไปตัดสินความผิดถูกได้เพราะมันคือทางเลือกแคบ ๆ ทางเดียวในขณะนั้น แต่เธอก็ยังยิ้มแย้มและมองโลกในแง่ดีอย่างที่ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิตด้วยเธอมีแนวคิดว่า  ชีวิตหนูพลิกแบบหน้ามือเป็นหลังมือคลออดลูกคนที่2นอนโรงพยาบาลเอกชนห้องพิเศษมีผัวมาเฝ้าดูแลตลอด พอคลอดลูกคนนี้นอนเป็นคนไร้ญาติอยู่ห้องรวมเลย ก็คิดท้อแท้เหมือนกันนะ แต่ไม่ได้ท้อจนคิดฆ่าตัวตาย ”

 ทิ้งท้ายการพูดคุยปราณีได้ฝากบอกกับเราไปถึงคนในสังคมอย่างหวังดีว่า หญิงขายบริการทางเพศหลากหลายคนหลากหลายสถานที่ต่างก็แตกต่างกันหลายประเภท เธอเคยพบหญิงขายบริการทางเพศคนหนึ่งที่ติดเชื้อ เอช ไอ วี แต่ไม่ได้ให้แขกใช้ถุงยางอนามัย เมื่อปราณีแนะนำให้ใช้เธอคนนั้นกลับบอกว่า “จะสนใจทำไมยังไงก็เป็นอยู่แล้ว ยังไงก็ตายอยู่ดี” ซึ่งปราณียังบอกกับเราอย่างติดตลกอีกว่า “หนูจำหน้าแขกของเขาไว้ทุกคนเลยใครที่เขาไปด้วย หนูจะไม่ไปด้วยเลย”

........................................................................................................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่                                                                                             สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน          โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 

อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org   Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org



วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563

หนีไม่พ้น

 

หนีไม่พ้น

Based on true story by emergency home
เจ้าของเรื่อง : ผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน : จิตรา นวลละอออง

 

   เหตุใดมนุษย์ที่เหนือกว่าทางด้านสรีระจึงมักใช้กำลังข่มเหงคนที่อ่อนแอหรือด้อยกว่าทั้งทางสติปัญญา และความแข็งแรงทางร่างกาย... ถ้าทางจิตวิทยาคงจะอธิบายถึงสัญชาติญาณความก้าวร้าวของมนุษย์ หรือไม่ก็เพราะว่าผู้กระทำเคยมีประสบการณ์ความรุนแรงในวัยเด็กมาก่อน... หรือเราอาจอธิบายด้วยทฤษฎีชายเป็นใหญ่... มีหลากหลายเหตุผลที่นักวิชาการมักพยายามค้นหาสาเหตุหรือเหตุผล แต่หากเราเป็นผู้ถูกกระทำคงไม่อยากรู้หรือเข้าใจสาเหตุเท่าใดนัก เราเพียงต้องการป้องกันตัวให้พ้นภัยจากคนเหล่านี้ ไม่ต้องการตกเป็นเหยื่อ หรือจะมีวิธีจัดการผู้ที่กระทำกับเราหรือจัดการกับผู้ที่กระทำต่อคนที่อ่อนแอกว่าอย่างไร

       ในช่วงเช้าตรู่ของวันหนึ่ง สถานพยาบาลของรัฐแห่งหนึ่งได้นำส่งผู้หญิงสาว หน้าตาดี วัย 26 ปี คนหนึ่งมาให้บ้านพักฉุกเฉินช่วยดูแล เธอบอบช้ำทั้งร่างกายและจิตใจ เธอชื่อ เจี๊ยบ

     เจี๊ยบเล่าว่า เธอเป็นหนึ่งในจำนวนคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เพราะความยากจนเป็นเหตุ เจี๊ยบเป็นลูกคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 9 คน พ่อกับแม่มีอาชีพรับจ้างทั่วไป เจี๊ยบเรียนจบชั้นป.6 แม้เธอจะเป็นเด็กเรียนดีแต่ถ้าไม่มีเงินก็ไม่ได้เรียนต่อ พี่สาวจึงพาน้องสาวไปสมัครทำงานโรงงานทั้งที่อายุยังไม่ถึงวัยทำงาน ดังนั้นค่าแรงของเจี๊ยบก็น้อยนิดเท่าวัยของเธอเช่นกัน เธอจึงทำงานที่นี่ได้ไม่นานเพราะค่าจ้างไม่พอเลี้ยงปากท้อง เจี๊ยบออกมาทำงานรับจ้างทั่วไปและพักอยู่ที่บ้าน จนอายุได้ 17 ปี เจี๊ยบถูกจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่งที่เจี๊ยบไม่เคยรู้จักเขามาก่อนเลย แต่เจี๊ยบไม่มีทางเลือกเธอต้องแต่งงานและโยกย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่กับชายแปลกหน้าที่กลายเป็นสามีของเธอโดยไม่ได้รัก

    ชีวิตครอบครัวของเจี๊ยบไม่มีความสุขเลย ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ไม่เคยรักสามี และพาลหาเรื่องทะเลาะกับสามีแทบทุกวัน สามีก็เอาแต่กินเหล้าเมายา ไม่รับผิดชอบครอบครัว ญาติๆ สามีก็ไม่มีใครสนใจใยดีในตัวเจี๊ยบ 

    เจี๊ยบท้องลูกคนแรกตอนอายุเพียง 18 ปี เพราะเจี๊ยบไม่เคยรู้เรื่องการคุมกำเนิด สามีของเธอดีใจมาก แต่ ก็แค่ในช่วงแรก ๆ เท่านั้น เพราะไม่นานก็กลับมาทะเลาะกันเช่นเดิม ซ้ำสามียังทุบตีทำร้ายเจี๊ยบ แม้เจี๊ยบจะอุ้มท้องลูกของเขาก็ตาม เจี๊ยบต้องอดทนเก็บเรื่องราวอันแสนเศร้าไว้กับตัวเองคนเดียวเพื่อลูกและครอบครัว... เธอยังมีความคาดหวังว่าเมื่อเธอคลอดลูกแล้วสามีคงดีขึ้น แต่เราไม่ควรคาดหวังกับสามีของเจี๊ยบมากมายนักเพราะเขามีแต่ทำให้ทุกอย่างแย่ลง ทั้งอาละวาด ทุบตีทำร้ายและทำลายข้าวของเครื่องใช้ในบ้าน จนเจี๊ยบหมดความอดทนเธอพาลูกหนีไปหาแม่ แต่ก็คงไม่พ้นเพราะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน สามีตามมาง้อขอให้เจี๊ยบกลับบ้าน เขาจะปรับปรุงตัว ขอให้เห็นแก่ลูก แล้วเจี๊ยบก็ใจอ่อน 

    เธอพาลูกกลับไปใช้ชีวิตครอบครัวกับเขาอีกครั้ง แต่ก็แค่ช่วงแรกๆเท่านั้น(อีกแล้ว) สามีคนเดิมคนโหดของเจี๊ยบก็กลับมาพร้อม ๆ กับที่เจี๊ยบก็ท้องลูกคนสุดท้อง สามีดีใจเหมือนเดิม และยังมีพฤติกรรมทุบตีทำร้ายเหมือนเดิม 

    ตอนลูกคนเล็กอายุได้ 3 ขวบ เจี๊ยบจึงหนีอีกครั้ง คราวนี้เจี๊ยบไปหาพี่สาวที่อีกจังหวัดหนึ่ง สามีไม่เคยตามไปง้อขอคืนดีกับเจี๊ยบอีกเลย จนอีกประมาณครึ่งปีสามีต้องการมีครอบครัวใหม่จึงติดต่อขอหย่าขาดจากเจี๊ยบโดยแบ่งลูกไปดูแลกันครอบครัวละหนึ่งคน 

 เจี๊ยบได้ลูกคนเล็กมาอยู่ในความดูแล และพาไปฝากพี่สาวเลี้ยงให้ ส่วนตัวเองเดินทางเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ และส่งเงินให้พี่สาว เบื้องต้นเจี๊ยบได้ทำงานรับจ้างทั่วไป เช่น รับจ้างเป็นแม่บ้าน รับจ้างทำความสะอาด... แล้วเจี๊ยบก็ได้พบและอยู่กินกับผู้ชายคนใหม่ อยู่ด้วยกันได้ประมาณ 5 เดือนก็ต้องแยกทางกันเพราะเขามีเมียน้อย…

         หลังจากนั้นเจี๊ยบจึงไปทำงานรับจ้างเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ห้างแห่งหนึ่ง... เจี๊ยบทำงานอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 1 เดือน ชีวิตที่คาดว่าน่าจะลงตัวของเจี๊ยบก็มีอันต้องพลิกผัน... เพราะเจี๊ยบถูกหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานทำร้ายทางเพศ... เหตุการณ์ที่เกิดเจี๊ยบไม่อยากจะเอ่ยถึงมันเลยเพราะมันเป็นฝันร้ายสำหรับเธอ แต่เธอก็ฝืนความรู้สึกเล่าให้กับเราได้ฟังเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่เพศหญิงที่อ่อนแอกว่าเพศชายได้ระแวดระวังภัยไว้ว่า... 

    "ในวันนั้นเป็นช่วงเย็น หัวหน้างานของเจี๊ยบดื่มเหล้าอยู่กับเพื่อนร่วมงานผู้ชายคนหนึ่ง เขาทั้งสองคนดูท่าทางเมามาก แต่หัวหน้าก็ได้เรียกเจี๊ยบเข้าไปคุยในห้องเขาบอกว่าจะคุยเรื่องงานเพราะเจี๊ยบเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่... เจี๊ยบไม่ได้คิดระแวงอะไรเธอจึงตกเป็นเหยื่ออารมณ์ของผู้ชายสองคน พวกเขาพยายามปล้ำกอดและถอดเสื้อผ้าของเธอเจี๊ยบรู้แล้วว่าพวกมันพยายามจะข่มขืนเธอ ชายคนหนึ่งจับและทำหยาบคายกับร่างกายส่วนบน อีกคนใช้มือทำร้ายร่างกายส่วนล่างของเธอ... เจี๊ยบ ร้องต่อสู้ดิ้นทุรนทุรายแต่ไม่เป็นผล... เจี๊ยบเจ็บปวดมากจนหมดสติไป เมื่อเธอตื่นมามีเลือดไหลออกมาจากอวัยวะเพศเป็นลิ่ม ๆ เธอไม่อาจรู้ได้ว่าช่วงที่เธอหมดสติไปคนชั่วพวกนี้ทำอะไรกับร่างกายของเธอบ้าง... เมื่อเธออยู่ในสภาพที่ย่ำแย่หัวหน้างานคงกลัวความผิดจึงลนลานรีบพาเจี๊ยบไปตรวจที่คลินิกแห่งหนึ่ง แพทย์ตรวจและฉีดยาแก้ปวดให้ เมื่อกลับมาหัวหน้างานพยายามหว่านล้อมเจี๊ยบไม่ให้เอาเรื่องตน แต่เจี๊ยบยังไม่มีแก่ใจคิดเรื่องนั้นเพราะเลือดยังออกอยู่เรื่อย ๆ เธอจึงขอความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้หญิงให้ช่วยพาไปหาหมอ และแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวเจี๊ยบไปรับการรักษาที่รพ.ตำรวจ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้กระทำโดยตำรวจสามารถจับหัวหน้างานได้ซึ่งเขาก็ยอมรับสารภาพ ส่วนอีกคนนั้นหลบหนีไป หลังจากออกจากโรงพยาบาลตำรวจเจี๊ยบได้รับการส่งตัวเข้ามาพักฟื้นร่างกายและจิตใจที่บ้านพักฉุกเฉิน "

    ระหว่างรอความคืบหน้าด้านคดี เจี๊ยบใช้เวลาว่างในการเรียนหลักสูตรฝึกอาชีพที่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ จนกระทั่งเธอหายดีจึงได้ออกไปทำงาน ระหว่างที่เจี๊ยบเล่าเรื่องพวกนี้ให้เราฟังเธอได้ตั้งคำถามว่า.. "หนูไม่เข้าใจทำไมพวกเขาต้องทำหนูๆไม่เคยทำความเจ็บช้ำน้ำใจอะไรให้เขาเลย... แล้วทำไมหนูจึงหนีไม่พ้นคนพวกนี้สักที…"

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org

Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org

วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2562

พลอย


พลอย

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน  
  ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง

ที่ผ่านมาเป็นระยะเวลา 39 ปี บ้านพักฉุกเฉินได้ให้การดูแลและช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กมากว่า 53,000 ราย ในจำนวนนั้นมีเด็กมากมายหลายวัยที่มาอยู่ในความคุ้มครองดูแลของบ้านพักฉุกเฉิน  เด็กจำนวนหนึ่งได้กลับสู่ครอบครัวเมื่อครอบครัวพร้อม แต่ก็ยังมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ว่าจะนานเท่าใดครอบครัวก็ไม่เคยพร้อม... เช่น เด็กหญิง “พลอย” ที่ไม่มีวันที่แม่จะพร้อมอีกต่อไปเพราะแม่ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคเอดส์
             
         พลอยเข้ามาอยู่ในความดูแลของบ้านพักฉุกเฉิน ด้วยวัยเพียง 4 ขวบ  ตั้งแต่แม่ของพลอยยังมีชีวิตอยู่  พลอยเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ผิวขาว หน้ากลม ดวงตาบ้องแบ๊วใสซื่อยิ้มแย้มแจ่มใสและช่างพูด ถึงจะพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะพลอยมีพัฒนาการที่ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับเด็ก ๆ ในวัยเดียวกัน      พลอยมาที่บ้านพักฉุกเฉินด้วยปัญหาแม่เลี้ยงดูอย่างไม่มีมาตรฐาน เนื่องจากแม่ เร่ร่อน ป่วยติดเชื้อเอชไอวี มีอาการทางจิต ติดยาเสพติด-และป่วยเป็นวัณโรคปอด

คนที่พาพลอยและแม่มาบ้านพักฉุกเฉิน คือ ยายเลี้ยง ซึ่งเป็นหญิงชราคนหนึ่งที่รับเลี้ยงแม่ของพลอยมาตั้งแต่เล็ก ๆ  ยายเลี้ยงได้เล่าว่า แม่ของพลอยเป็นเด็กกำพร้าจึงได้รับเลี้ยง แต่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรมตามกฎหมาย        ในวัยเด็กแม่ของพลอยเรียนไม่เก่งต้องซ้ำชั้นอยู่หลายครั้งจึงออกจากโรงเรียนทั้งที่ยังอ่าน-เขียนหนังสือไม่ได้ เมื่อย่างเข้าช่วงวัยรุ่นก็หนีออกจากบ้านตามผู้ชายไปหลายปีเมื่อเลิกรากันก็กลับมาอยู่บ้าน ไม่นานก็ได้คบหามีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคนและอาศัยอยู่ที่บ้านแบบไป ๆ มา ๆ เพราะเธอมักออกไปเร่ร่อนไม่เคยอยู่ที่ไหนเป็นหลักแหล่ง บางครั้งก็อาศัยนอนตามสะพานลอยตามป้ายรถประจำทางหรือตามสวนสาธารณะ หารายได้ด้วยการขายบริการทางเพศ จนกระทั่งอายุประมาณ 30 ปี เธอจึงได้ให้กำเนิดพลอย และพาพลอยมาให้ยายเลี้ยงช่วยดูแลโชคดีที่พลอยไม่ติดโรคร้ายจากแม่ ทั้งที่แม่ไม่ได้กินยาต้านไวรัสเอชไอวี ตอนท้อง  ต่อมา 2-3 ปี แม่ของพลอยก็มีอาการทางจิต ยายเลี้ยงจึงได้พาแม่ของพลอยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลแต่ก็รักษาไม่ต่อเนื่อง เพราะแม่มักหนีออกมาเร่ร่อน และจะแอบมาพาตัวพลอยออกไปเร่ร่อนด้วย ยายเลี้ยงจึงได้ส่งแม่ไปอยู่สถานสงเคราะห์ของรัฐสำหรับผู้มีปัญหาทางจิต แต่แม่ก็ยังหนีออกมาเร่ร่อนอีก... ยายเลี้ยงจนหนทางจึงได้พาพลอยมาขอความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉิน เพราะเป็นห่วงกลัวว่าพลอยจะต้องใช้ชีวิตร่อนเร่มีชะตาชีวิตเหมือนแม่ไปอีกคน
         
         หลังจากพลอยมาอยู่บ้านพักฉุกเฉิน แม่ก็ยังคงเร่ร่อน อยู่บ้านยายเลี้ยงบ้าง ไปอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้บ้าง แต่ยังคงพยายามมาเยี่ยมพลอยอยู่เรื่อย ๆ หลายครั้งแม่ก็มาพร้อมกับกลิ่นเหล้า บุหรี่ เนื้อตัวที่สกปรกมอมแมม หนักกว่านั้นบางครั้งยังพูดคุยไม่รู้เรื่อง แต่ก็แวะมาหาพลอยอยู่เสมอ  จนช่วงหนึ่งก็ได้เงียบหายไป มาทราบข่าวอีกครั้งแม่ของพลอยก็มีป่วยเป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้ายและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ยายเลี้ยงได้พาพลอยไปส่งแม่เป็นครั้งสุดท้าย

              เมื่อพลอยไม่มีผู้ปกครอง และยายเลี้ยงก็ไม่สามารถรับภาระดูแลพลอยได้ตลอดเวลา เพราะท่านก็สูงอายุและมีโรคประจำตัว จึงขอให้บ้านพักฉุกเฉินส่งพลอยเข้าสถานสงเคราะห์ที่ช่วยเรื่องการเรียนพร้อมกับอยู่ใกล้บ้านยายเลี้ยง เพื่อสะดวกในการเดินทางไปเยี่ยมและดูแลพลอยได้เมื่อมีโอกาส เพราะพลอยไม่เหลือใครในชีวิตอีกแล้วนอกจากยายเลี้ยง บ้านพักฉุกเฉินจึงได้ส่งพลอยไปเข้ารับการสงเคราะห์ด้านที่พักและการศึกษาต่อยังองค์กรเอกชนแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของยายเลี้ยง ในวันที่ส่งพลอยเข้าสู่สถานที่ใหม่นั้นพลอยอายุได้ 6 ขวบ

           หลังจากนั้นเมื่อติดตามผล ทราบว่าพลอยปรับตัวได้ดีในเวลาไม่ถึงอาทิตย์  ในวันนี้พลอยมีความสุขดีกับสถานที่ใหม่  และยายเลี้ยงก็ยังคงไปมาหาสู่พลอยอยู่เสมอ เมื่อมีโอกาสยายเลี้ยงก็จะมารับพลอยไปค้างที่บ้านบ้างเป็นครั้งคราว...  อย่างไรก็ตามเราก็เชื่อมั่นได้ว่าเราได้วาง พลอย ไว้ ณ สถานที่ ๆ ดี และปลอดภัย และเหมาะสมกับพลอยแล้ว
………………………………………………………………………………………………………………
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org    

วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562

บอย เด็กชายผู้เติบโตมาตามยถากรรม





  เรื่อง : ผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง


           ปัญหาต่อเนื่องที่คล้องเกี่ยวตามกันมาจากปัญหาท้องไม่พร้อม ในสังคมไทยเรา นอกจากปัญหาการทำแท้งแล้วนั้น ยังมีปัญหาการทอดทิ้งเด็ก หรือเลี้ยงดูเด็กที่ไม่เหมาะสม และไม่ได้มาตราฐาน ดังเช่น ชีวิตของ  “น้องบอย”  เด็กชายผิวเข้ม  ตาโต วัย 4 ขวบ ที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างขาด ๆ เกิน ๆ ของแม่ผู้มีปัญหาครอบครัวแตกแยก และท้องไม่พร้อม
         
       แม่ของบอย ชื่อว่า “บี” เธอเป็นคุณแม่ที่มีอายุจริงสวนทางกับวุฒิภาวะ เพราะแม้เธอจะอายุล่วงเลยมาจนใกล้จะ 30 ปีแล้ว แต่เธอยังคงประพฤติตัวเช่นเด็กวัยรุ่นที่หลักลอยคนหนึ่ง  ทั้งไม่ประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและลูก และก็ยังไปฝังตัวอยู่กับร้านเกม ปล่อยทิ้งลูกชายไว้ในบ้านเพียงคนเดียวลำพัง

          ภูมิหลังของบีนั้นเธอเติบโตมาจากครอบครัวที่แตกแยก  ไม่เคยทราบว่าพ่อแท้ ๆ เป็นใคร จนอายุได้ 7 ปี แม่มีครอบครัวใหม่ มีลูกใหม่กับพ่อเลี้ยง และย้ายไปอยู่กับพ่อเลี้ยง โดยทอดทิ้งบีให้เติบโตมาตามลำพัง เมื่อบีถูกปฏิเสธจากแม่และครอบครัวใหม่  เธอจึงกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม หนีเรียน หนีเที่ยวจนเรียนไม่จบ เธอไปรับจ้างทำงานที่ไหนก็ทำได้ไม่นาน เพราะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน  และต่อมาเธอก็ตั้งท้องโดยที่ไม่รู้ว่าท้องกับใคร ลูกคนแรกญาติจึงรับไปเลี้ยงดูให้  ส่วนตัวบีเมื่อไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไร เธอก็จะไปเล่นเกมออนไลน์ ที่ร้านอินเตอร์เน็ตเป็นประจำ  และไม่นานก็ตั้งท้อง “บอย” โดยไม่ทราบว่าใครเป็นพ่ออีกครั้ง

         “บอย” เติบโตมาด้วยการดูแลของญาติ ๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว บอยจะโตมาตามยถากรรม เพราะน้องบี เลี้ยงดูบอยอย่างปล่อยปละละเลย  เวลาส่วนใหญ่ที่ผ่านไปในแต่ละวันของน้องบีมักจะอยู่ที่ร้านเกม ส่วนบอยนั้น น้องบีจะปล่อยให้นอนอยู่ที่บ้านเพียงลำพังท่ามกลางกองขยะ กองเศษอาหาร อุจจาระและปัสสาวะของบอยเอง มีบางครั้งที่ญาติ ๆ และเพื่อนบ้านเวทนาสงสารบอย จึงแอบเข้ามาดูแล ทั้งเรื่องอาหารการกินและความสะอาด 

       แต่เมื่อน้องบีกลับมาบ้านและทราบเรื่องเธอก็จะตามไปเอาเรื่องกับคนที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับลูก และบ้านของเธอ จนมีเรื่องให้ทะเลาะวิวาทกัน และในท้ายที่สุดเพื่อตัดความรำคาญ น้องบีจึงนำกุญแจมาล็อคบ้านไม่ให้ใครสามารถเข้าไปในบ้านของเธอได้อีก 

      ซึ่งด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของบอย ทั้งญาติและคนในชุมชนจึงได้นำเรื่องไปแจ้งยังมูลนิธิที่ช่วยเหลือคุ้มครองเด็กแห่งหนึ่ง ให้เข้าไปช่วยเหลือ บอย ออกมาจากความดูแลของน้องบี ดังนั้นบอยจึงได้ถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของ บ้านพักฉุกเฉิน

    สภาพแรกรับมาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินนั้น  บอย  มีสภาพของเด็กที่ เจริญเติบโตไม่สมวัย พัฒนาการล่าช้า ศรีษะโต แขนขาลีบเล็ก กล้ามเนื้อต่างๆไม่แข็งแรง เป็นผลมาจากการขาดสารอาหารและไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลา  การสื่อสารบกพร่องไม่สามารถพูดเป็นคำหรือพูดให้คนอื่นเข้าใจตนเองได้  มีปัญหาสมาธิสั้น  เวลาโกรธจะก้าวร้าว  มักจะฝันร้ายและกรีดร้องในยามหลับ
         
     ตลอดเวลาคุณครูที่บ้านเด็ก ของบ้านพักฉุกเฉิน คอยดูแลให้ความรักและเอาใจใส่กับบอย และส่งบอยไปพบกับจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจรักษาและส่งเสริมด้านพัฒนาการเด็กอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันบอย มีร่างกายที่สมบูรณ์มากขึ้น มีอารมณ์ที่ร่าเริงแจ่มใส แม้จะยังมีอารมณ์เหวี่ยงอยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่บอยก็สามารถที่จะปรับตัวอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่นๆได้มากขึ้น  บอยสามารถบอกชื่อตนเอง และเพื่อนบางคนได้ บอยแปรงฟันและอาบน้ำ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าให้กับตนเองได้  และเราหวังว่าต่อไปบอยจะสามารถสื่อสารและบอกถึงความต้องการของตนเองได้


...........................................................................

       หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1        ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org  


วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562

คนไม่มีสิทธ์

คนไม่มีสิทธ์

  "พี่หวัดดีค่ะ หนูได้ใส่ฟันใหม่มาแล้วนะ" 

   เสียงทักอันดังอย่างแจ่มใสอย่างที่ไม่มีความพยายามที่จะปกปิดความลิงโลดในใจไว้เลย ทำให้เราต้องหยุดฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินเพื่อหันไปหาที่มาของเสียง นั่นก็คือ "ละออ" หญิงวัยผู้ใหญ่ตอนปลายที่เราคุ้นเคยดี ละออกำลังส่งยิ้มโชว์ฟันชุดใหม่ที่ได้รับมาให้ดูแบบที่เรียกว่า ยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูกันเลยทีเดียว สำหรับคนหลาย ๆ คนการทำฟันปลอมอาจไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่สำหรับคนที่มีชีวิตแต่ไร้ตัวตนอย่างละออนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย 

.... ละออต้องรอน้ำใจจากผู้บริจาคเงิน และการอนุเคราะห์จากทางโรงพยาบาล เธอถึงจะได้อุปกรณ์ในการบดเคี้ยวอาหารชุดใหม่ ...

         "ละออ" เป็นหญิงผิวคล้ำ รูปร่างผอม สูง ดวงตาโตรับกับคิ้วยาวหนา จมูกโด่ง โหนกแก้มสูง ผมสั้นหยักศก ละออพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินมาเกือบ 4 ปีแล้ว ปัญหาเบื้องต้นที่ละออถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของบ้านพักฉุกเฉิน คือ เธอติดเชื้อ เอช ไอ วีและพยายามฆ่าตัวตาย แต่เมื่อสืบค้นไปถึงเรื่องอื่น ๆ เราจึงได้ทราบถึงปัญหาใหญ่ที่ละออต้องเผชิญมาตลอดชีวิต นั่นคือ ละออไม่มีเอกสารแสดงตน หรือบัตรประชาชน ละออไม่เคยได้รับการแจ้งเกิด และละออไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องที่เราจะสามารถติดตามหาได้เลย นั่นส่งผลให้ละออไม่ได้รับสิทธิ์อย่างที่ประชาชนคนไทยควรจะมี ละออแจ้งว่าตนเอง เกิดที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ละออจำความได้เธอก็ได้รับการเลี้ยงดูจากหญิงชราคนหนึ่งนามว่า "ยายจันทร์" ชีวิตของเธอมีความสุขดีเพราะยายจันทร์รักเธอเหมือนลูก แต่ชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อโตเป็นสาววัย 16 ปี เธอถูกพี่ชายซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ของยายจันทร์พยายามล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยความหวาดกลัวบีบให้ละออต้องหนีออกจากบ้าน และทำงานรับจ้างล้างชามตามร้านข้าวต้มโต้รุ่งเพื่อหารายได้ประทังชีวิต

      จนวัยย่างเข้าเบญจเพศ ละออจึงได้พบกับชายคนหนึ่งเขามีอายุมากกว่าเธอ 6 ปี และเขามาชอบพอเธออยู่นานเป็นเดือนแล้ว จึงชวนเธอไปอยู่ด้วยกัน โดยบอกกับเธอว่า

             "พี่ไม่อยากให้ละออทำงานและมีชีวิตอยู่แบบนี้ ไปอยู่กับพี่เถอะ พี่มีงานให้ทำและมีที่พักด้วย"   

ละออก็คิดว่าอยู่แบบนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเธอจึงยินยอมตามไปอยู่กับเขา ได้ทำงานเป็นแม่ครัวที่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งโดยพักอยู่ในที่ทำงานเลย ส่วนผู้ชายที่ชวนละออไปอยู่ด้วยเขาก็ทำงานเป็นพนักงานขับรถอยู่ที่เดียวกัน ละออคบหากับเขาเป็นเวลาเกือบปีจึงตัดสินใจที่จะอยู่กินกับเขาฉันท์สามีภรรยา เพราะในสายตาของลออเขาเป็นคนดี ไม่เที่ยว ไม่สุบบุหรี่ ดื่มเหล้าบ้างเมื่อเวลาเข้าสังคม และเขาก็ขยันขันแข็งดี ต่อมาละออตั้งท้องด้วยความที่ไม่มีบัตรประชาชน ละออไม่เคยไปตรวจหรือฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเลย จนกระทั่งคลอดลูกจึงไปคลอดที่โรงพยาบาล หลังคลอดสามวันก็กลับบ้านลูกก็มีสุขภาพแข็งแรงดี
         
         ชีวิตครอบครัวของละออที่อยู่กับสามีมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี มีความสุขดีไม่เคยมีเรื่องทะเลาะตบตีในครอบครัวเลย… และไม่ได้มีอะไรบ่งบอกให้รู้ล่วงหน้าได้เลยว่า พายุใหญ๋กำลังจะพัดพาสิ่งเลวร้ายเข้ามาในชีวิตเธอ

         ในเช้าวันหนึ่งมีเสียงดัง "โครม!" ดังมาจากด้านหน้าที่พัก ละออจึงรีบวิ่งออกไปดูแล้วจึงพบร่างของสามีนอนหมดสติกองอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางข้าวของที่ล้มระเนระนาด

          "พี่ๆเป็นอะไร... พี่ๆ" 

       ละออร้องเรียกสามีพร้อมทั้งจับร่างเขาเขย่า แต่เขาก็ไม่ฟื้น เธอจึงนำเขาส่งโรงพยาบาลทุกอย่างเกิดรวดเร็วเสียเหลือเกิน สามีของละออนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 7 วัน แล้วเขาก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ โดยแพทย์แจ้งว่าวายร้ายที่ชื่อ "วัณโรค" เป็นผู้พรากสามีไปจากเธอ ละออจึงกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในทันที

        ระหว่างที่อยู่ในระยะทำจิตใจให้เข้มแข็งเพื่อพาลูกน้อยต่อสู้กับโลกใบนี้ต่อไป จนกระทั่งลูกน้อยเริ่มพูดอ้อแอ้ "แมะ แมะ" คือคำแรกของลูกที่ส่งเสียงเรียกเธอ มันทำให้ละออยิ้มได้ แต่.... ชีวิตคนเราบางครั้งก็โหดร้ายได้หลาย ๆ ครั้ง ลูกน้อยวัย 2 ขวบของละออเริ่มล้มป่วย กินอะไรก็ไม่ได้ เมื่อพาไปโรงพยาบาลก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ การตายของลูกครั้งนี้ หมอบอกว่าเป็นเพราะโรคภูมิแพ้

          "พอลูกตายหนูก็เสียศูนย์ อยู่ที่เดิมก็รู้สึกแย่ อยู่ไม่ได้แล้ว... มันไม่เหลืออะไรในชีวิตเลย" 

       หลังจากนั้นละออก็ออกเร่ร่อนจนมีคนสงสารจึงให้ที่พักกับละออโดยให้เธอทำงานรับซื้อของเก่า แต่โรคร้ายในร่างกายของละออก็ไม่ปล่อยให้ละออได้ใช้ชีวิตอย่างปกติได้นาน ละออเริ่มมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง จึงไปหาหมอ หมอได้นัดตรวจเสมหะ 3 วัน และเจาะเลือด 2 ครั้ง ผลการตรวจเสมหะพบว่า ละออเป็นวัณโรค ซึ่งถ้ากินยาควบคุมตามหมอสั่งเดี๋ยวเธอก็หาย แต่หลังจากเจาะเลือดครั้งสุดท้าย หมอได้เรียกละออไปคุยและถามคำถามแปลก ๆ กับละออว่า

          "สบายใจขึ้นหรือยัง... ถ้าหมอจะบอกอะไรบางอย่างจะรับได้ไหม"
         "หนูทำใจรับได้ค่ะ" 

       ละออตอบออกไปอย่างที่ไม่ค่อยเข้าใจในท่าทางที่ดูลำบากใจของหมอเท่าใดนัก และเธอก็คิดว่าเธอผ่านเรื่องร้าย ๆ มาเยอะแยะแล้ว มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้

          "เจอเชื้อ เอช ไอ วี เอดส์ ติดมานานแล้วนะแต่เพิ่งออกอาการ"

       เมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของคุณหมอ ละออรู้ได้ทันที่ว่าที่เธอบอกหมอไปก่อนหน้านี้ว่าเธอรับได้นั้นเธอโกหก... จริง ๆ แล้วเธอรับไม่ได้... 

         ละออจึงตัดสินใจไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า แต่ก็ไม่สำเร็จหน่วยกู้ภัยมาช่วยไว้ขณะที่ยืนอยู่บนขอบสะพานเสียก่อน แล้วเขาก็นำตัวละออส่งที่สถานีตำรวจ หลังจากตำรวจปล่อยให้กลับบ้าน ละออก็ยังมีความพยายามที่จะกำจัดตัวเองออกจากโลกใบนี้อีกถึงสองครั้ง 

        ครั้งที่สอง เป็นช่วงกลางวันผู้คนพลุกพล่านเกินไปเธอเกรงว่าจะมีคนเห็น และแจ้งหน่วยกู้ภัยมาช่วยไว้ได้อีก 

     ครั้งที่สาม ก็เกิดขึ้นต่อจากครั้งที่สอง พอละออกลับมาที่พัก รอเวลาสักเที่ยงคืนผู้คนน่าจะนอนกันหมดแล้ว เธอก็กลับไปที่สะพานนั้นอีกครั้ง... 

    ในครั้งนี้ละออเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ก่อนไปละออได้กินยาแก้แพ้ไปประมาณ 20 เม็ดเพื่อช่วยให้ง่วงแล้วหลับไปเลย ไม่ทรมาน เธอเล่าวินาทีชีวิตที่โดดลงไปจากสะพานว่า 

"โดดลงไปแล้ว ไม่มีความกลัวแล้ว รู้สึกตัวหมุนคว้างแล้วสักพักก็รู้สึกคล้ายมีมือมารองรับแล้วดึงลงไปใต้น้ำก่อนที่จะผลักขึ้นด้านบนอย่างแรงแล้วก็มีห่วงมาลากตัวขึ้นเรือ" 

     หลังจากนั้นละออก็หมดสติไป และมาฟื้นขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองอยู่ที่โรงพยาบาล พอรู้สึกตัวก็บอกกับตัวเองว่า ...

"เออ... ยังไม่ตาย... แล้วก็หลับไปอีก" 

    เมื่อความพยามที่จะตายของละออประสบกับความล้มเหลว ดังนั้นชีวิตของละออจึงต้องดำเนินต่อไป เธอแจ้งกับนักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาลว่า เธอไม่มีญาติและไม่มีบ้านให้กลับ เขาจึงส่งละออไปพักฟื้นยังสถานสงเคราะห์สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ เอช ไอ วี ที่มีอาการหนัก จนผ่านไป 2-3 สัปดาห์ ละออมีอาการดีขึ้นสามารถเดิน และทำกิจวัตรประจำวันได้เอง ทางโรงพยาบาลจึงไปรับและพาละออมาส่งที่บ้านพักฉุกเฉิน

          "ถ้าหนูไม่ได้มาอยู่บ้านพักฉุกเฉินหนูก็จะต้องไปตายอีกให้ได้ เพราะถ้าไม่ตายหนูจะอยู่ยังไง… ที่บอกหมอว่ารับได้น่ะจริงๆ แล้วโกหกหมอด้วยความอยากรู้ พอรู้จริงๆ ว่าเป็นโรคนี้ก็รับไม่ได้... พี่คิดดูนะหนูไม่มีเอกสาร บัตรประชาชนก็ไม่มี แค่โรคธรรมดาหนูยังไม่มีปัญญา นี่เป็นตั้งโรคนี้มันต้องไปหาหมอตลอด แล้วหนูจะอยู่ยังไง ตอนที่เป็นวัณโรคเงินค่ารถไปรับยาหนูยังไม่มีเลยต้องเดินไป แถมหมอสงสารยังให้เงินค่ารถเวลาไปรับยาอีกเพราะหมอกลัวหนูขาดยา... แฟนกับลูกหนูก็ตายไปแล้วหนูก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม... สิทธิ์อะไรอย่างที่คนอื่นเขามีกันหนูก็ไม่มี... บางทีหนูก็คิดอย่างขำๆ นะว่าขนาดจะตายยังไม่มีสิทธิ์เลย..." 

           ปัจจุบันละออได้ออกไปทำงานรับจ้างภายนอกและสามารถดำเนิชีวิตในสังคมภายนอกได้ โดยที่ละออยังอยู่ในความดูแลและคุ้มครองจากบ้านพักฉุกเฉิน 
...................................................................................................................................................................

       หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com 

   ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉิน สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org
x

ชีวิตใหม่

  ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...