แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แท้ง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แท้ง แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บทเรียนชีวิตของดวงใจ

บทเรียนชีวิตของดวงใจ

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


ดวงใจ หญิงสาวร่างเล็ก วัย 20 ปี เธอมีใบหน้าที่น่ารักจิ้มลิ้ม ผิวสองสี ผมยาวหยักศกถึงกลางหลัง เธอบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ดวงตากลมเล็กของเธอเปล่งประกายถึงความสุขเมื่อเอ่ยถึงลูกสาวคนแรกวัย 2 ขวบที่อยู่กับแม่ของเธอที่ต่างจังหวัด  

“ลูกหนูเป็นเด็กที่เลี้ยงง่ายมากค่ะ ไม่งอแง พูดรู้เรื่อง ตอนนี้เขาท่อง กไก่ ถึง ฮอนกฮูก และนับเลข หนึ่ง ถึงสิบ ได้แล้ว เดี๋ยวเขาก็จะเข้าเรียนเตรียมอนุบาลแล้ว...หนูรักเขามากที่หนูอยู่มาจนทุกวันนี้ไม่ฆ่าตัวตายไปซะก่อนก็เพราะเขา...และก็พ่อกับแม่ของหนู...”

หลังจากนั้นดวงใจก็เริ่มมีน้ำตาคลอ ไหล่ของเธอสั่นไหวตามแรงสะอื้น หยาดน้ำตาหยดลงมาแตะต้องมือของเธอที่บีบอยู่บนหน้าตักของเธอเอง

“หนูมีปัญหาอะไรหนูไม่เคยต้องรบกวนพ่อแม่เลย หนูก่อปัญหาเองหนูก็แก้เองจัดการเองหมด แต่นี่หนูต้องเอาทองแม่ไปขายเพื่อจะทำแท้งเพราะหนูท้องไม่มีพ่อ ทองแม่เขาบอกว่าจะเก็บไว้ให้หลาน แค่ทองเส้นเดียวหนูก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ หนูทำปัญหาให้แม่ เพราะหนูมันเชื่อคนง่าย ”

ดวงใจผ่านการมีสามีมาทั้งหมด 2 ครั้ง สามีคนแรกชื่อนายวัฒนาเขาอายุเท่ากับเธอ เป็นผู้ชายที่ดี ขยันทำมาหากินมีความรับผิดชอบ เป็นสามีที่ทุกวันนี้เธอก็ยังรู้สึกเสียดาย ดวงใจถอนหายใจและเอ่ยออกมาเพื่อบอกกับเราหรืออาจจะบอกกับตนเองว่า “แต่มันก็คือเรื่องที่ผ่านไปแล้วเขาก็มีครอบครัวใหม่ไปแล้ว...ถ้าเขารักหนูจริงเขาก็ต้องหนักแน่นมากกว่านี้” 

เมื่อถามถึงสาเหตุที่ต้องแยกจากกันนั้นดวงใจก็ไม่แน่ใจนัก อาจจะเพราะความห่างเหินไม่เข้าใจกันเมื่อนายวัฒนาเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ส่วนดวงใจเลี้ยงลูกคนแรกอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด หลายครั้งที่นายวัฒนากลับมาเยี่ยมครอบครัว นายวัฒนาก็มีความต้องการที่จะมีสัมพันธ์กับภรรยาตามปกติ แต่ดวงใจต้องการให้นายวัฒนาใช้ถุงยางอนามัย เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าในช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันนายวัฒนาไปมีสัมพันธ์กับใครมาบ้าง เธอก็กลัวจะติดโรค และถ้าเขาไม่ใช้ถุงยางดวงใจก็ปฏิเสธการหลับนอนกับเขา นายวัฒนาไม่พอใจจนกล่าวหาว่าดวงใจมีคนอื่น ไม่นานนายวัฒนาก็นอกใจ ดวงใจจึงต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีเรือพ่วงเป็นลูกสาวตัวน้อยที่เธอแสนรัก ดวงใจเลี้ยงลูกด้วยตนเองอยู่ที่ต่างจังหวัดได้ปีกว่า เธอก็เดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมาทำงานรับจ้าง ดวงใจได้ค่าแรง 300 บาท/วัน เธอประหยัดเงินเพื่อเก็บไว้ให้ลูก โดยเธอจะใช้จ่ายเพียงวันละ 20 บาท เท่านั้น ระหว่างนี้มีชายหนุ่มใหญ่ ชื่อนายชัยพร เข้ามาติดพันเธอ คอยดูแลช่วยเหลือเรื่องเงินทองทั้งที่ยังไม่มีความสัมพันธ์ใดๆกัน คบกันได้เพียงหนึ่งอาทิตย์เท่านั้น ดวงใจก็ใจเร็วตัดสินใจอยู่กินมีความสัมพันธ์กับเขาโดยที่ไม่เคยป้องกัน เมื่อถามถึงเหตุผลที่เธอเลือกนายชัยพรเป็นคู่ชีวิต เธอบอกว่า

“เขาดูมีความเป็นผู้ใหญ่ น่าจะช่วยเหลือเป็นเพื่อนให้คำปรึกษาเราได้ ถามว่ารักเขาไหม ก็ต้องตอบว่าไม่ แต่คิดว่า มีคนมาช่วยหาเงินส่งให้ลูกก็ดี อยู่กันไปเดี๋ยวก็รักกันเอง”

แล้วดวงใจก็ต้องผิดหวัง เพียงเดือนเดียวเท่านั้น นายชัยพรก็เผยธาตุแท้ออกมา กินเหล้า เล่นพนัน กลับบ้านดึก เมามาเอามีดสปาต้าออกมาข่มขู่ ดวงใจใช้ชีวิตกับนายชัยพรด้วยความหวาดกลัวและเบื่อหน่าย จนท้องได้หนึ่งเดือนเธอจึงบอกให้นายชัยพรรับรู้ “พอบอกเขาว่าท้องเขาบอกว่าเอาไว้นะอย่าไปทำแท้ง ถ้าทำนี่ขาดกันเลย เราก็ดีใจเนอะผู้ชายยืดอกรับผิดชอบเต็มที่” ความดีใจของดวงใจคงคล้ายกับการสูบลูกโป่งเขาไปเต็มที่แล้วลูกโป่งก็แตกในทันที เพราะนายชัยพร มีพฤติกรรมแย่กว่าเดิมอีก เมา นอนไม่ไปทำงาน เงินทองไม่มีใช้ ภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาตกที่ดวงใจทั้งหมด สรุปได้ว่าแทนที่นายชัยพรจะมาแบ่งเบาภาระกลับกลายมาเป็นภาระให้กับเธอเสียมากกว่า

“หนูรู้สึกเอือมเขานะ จึงไม่พูดกับเขา เราก็อยู่กันแบบไม่พูดกัน มึนตึงกัน เขาก็ไปเมา”

จนดวงใจท้อง 4 เดือน ความอดทนของดวงใจหมดลงเมื่อนายชัยพรเมาหาเรื่องด่าว่าบุพการีของดวงใจอย่างหยาบคาย การทะเลาะครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น นายชัยพรโมโหกระชากคอเสื้อดวงใจเข้าไปตบ ต่อย จนใบหน้าบวมปูดและปากแตก ซึ่งคนแถวนั้นไม่มีใครช่วยเหลือเธอเลย ดวงใจต้องไปอาศัยนอนบ้านเพื่อและยุติความสัมพันธ์กับนายชัยพรลง ดวงใจอุ้มท้องไม่มีพ่อกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ชีวิตที่ต่างจังหวัดของดวงใจก็ไม่ได้ดีนักเพราะเธอต้องปิดบังทุกคนว่าเธอท้อง สังคมต่างจังหวัดนั้นแคบผู้คนรู้จักกันหมดเธอกลัวว่าพ่อแม่จะอับอายจึงเก็บเงียบไว้คนเดียวดวงใจต้องใช้ชีวิตตามปกติทำงานหนัก ทำก่อสร้าง ทำนา จนท้องได้ 6-7 เดือน แม่สังเกตเห็นเธอจึงต้องเล่าความจริงให้แม่ฟัง แต่เธอก็ยังโกหกแม่ว่าท้องเพียงแค่ 4-5 เดือนเท่านั้น แม่จึงให้เธอนำทองมาขายเอาเงินมาทำแท้ง

ดวงใจเดินทางเข้าสู่เมืองกรุงด้วยความตั้งใจที่จะมาทำแท้ง แต่เธออายุครรภ์ตั้ง 7 เดือนแล้ว ตามคลินิกทำแท้งเถื่อนเรียกเงินค่าทำแท้งกับเธอเป็นจำนวนที่สูงมากเกินกว่าที่เธอจะหาได้ แม้เธอจะตัดใจขายทองเก่าที่แม่ให้มาเพื่อเอาเด็กออกก็ยังได้เงินไม่พอ ดวงใจแบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่ เดินทางจากขนส่งหมอชิต มาหาลูกพี่ลูกน้องที่พักอยู่ย่านลาดพร้าว ดวงใจไม่สามารถบอกกับลูกพี่ลูกน้องคนนั้นได้ว่าตนเองท้องไม่มีพ่อเธอจึงต้องแขม่วท้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งด้วยเธอก็ท้องโตมากแล้วจึงเป็นที่น่าสงสัย ดวงใจกลัวความลับแตกกลัวชุมชนที่บ้านต่างจังหวัดรู้แล้วพ่อแม่ของเธอจะต้องอับอาย เธอจึงตัดสินใจแบกเป้เดินจากมา ทั้งที่ไม่มีที่จะไป ดวงใจหญิงท้องโตเธอต้องเดินจนขาบวม เพราะไม่รู้จะไปไหนเธอจึงโทรติดต่อที่ 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม ซึ่งเธอบอกว่าเขาใจดีและให้คำแนะนำปรึกษากับเธอได้ดีมากๆ และเขาก็ได้ติดต่อและให้คำแนะนำให้ดวงใจมาพักเพื่อรอคลอดที่บ้านพักฉุกเฉิน

ชีวิตทุกวันนี้ทีบ้านพักฉุกเฉินดวงใจยังคงต้องปรับตัวปรับใจอยู่เรื่อยๆ บ้านพักได้ส่งเธอไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล ลูกในท้องของเธอแข็งแรงดี ทุกวันเธอจะมาเรียนปักผ้าที่ฝ่ายการศึกษาและฝึกอาชีพจะได้ไม่คิดฟุ้งซ่าน เธอวางแผนว่าหลังคลอดลูกคนนี้แล้วเธอก็จะทำหมัน เธอบอกกับเราถึงบทเรียนชีวิตที่ผ่านมาว่า

“เวลาที่ท้องไม่มีพ่อ ทำแท้ง หรือทิ้งลูก ส่วนใหญ่สังคมจะพุ่งเป้ามาที่ผู้หญิง แต่หนูก็ไม่โทษใครนะหนูมองมาที่ตัวหนูเอง ต่อไปนี้ถ้าจะมีแฟนหนูจะหาแบบพ่อ จะให้พ่อกับแม่ดูก่อนเลยจเะชื่อพ่อไม่เถียงพ่ออีกแล้ว และก็หนูจะไม่เชื่อคนง่ายอีก มาอยู่บ้านพักนะหนูเลยได้คิดเลยนะว่าต้องใช้ถุงยางอนามัย ผู้ชายวันนี้เป็นสามีเราวันอื่นก็เป็นสามีคนอื่น ก่อนมามีเราเขามีใครมาบ้างก็ไม่รู้เพราะเราไม่ได้ติดตูดเขาไปทุกที่นี่ ถ้าเราติดโรคแล้วลูกเราล่ะ...”
 


หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืนหรือติดเชื้อเอชไอวี   สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉิน 501/1ซ.เดชะตุงคะ1ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com  และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org เฟสบุ๊ค: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org 

เรื่อง โดย ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน/ตรวจอักษร/ภาพ:จิตรา นวลละออง

อุ่นจิตผู้หลงทาง

อุ่นจิตผู้หลงทาง
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ



“อุ่นจิต” เด็กสาววัยใสผิวคล้ำ  รูปร่างสมวัย อุ่นจิตเป็นเด็กร่าเริงช่างพูดช่างคุย และต้องการเล่าเรื่อง หรือวีรกรรมหลายอย่างของตนเองให้กับคนอื่นๆฟัง  แต่ด้วยวัยเพียง 15 ปี ทำให้อุ่นจิตยังเป็นเด็กที่ไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต เธอมีลักษณะของเด็กที่ยังแสวงหาการยอมรับและต้องการเรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่และคนรอบข้าง  เด็กวัยนี้เป็นวัยที่อยากรู้อยากเห็นอยากลอง ค้นหาความภาคภูมิใจจากความเก่งกล้าท้าทายในหมู่ผองเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งหากหลงทางไปในทางที่ผิดก็มีความอันตรายต่อเด็กวัยนี้เป็นอย่างยิ่ง

อุ่นจิตโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกกันอยู่ เธอบอกว่า “ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่แยกทางกันหรือเปล่าเพราะเขาไม่เคยบอกว่าเขาเลิกหรือเขาไม่ได้เลิกกัน” อุ่นจิตมีพี่น้องทั้งหมดถึง 10 คน และอุ่นจิตเป็นลูกคนที่ 7 พ่อเป็นผู้ที่เลี้ยงดูอุ่นจิตมาตั้งแต่วัยเด็ก ส่วนแม่นั้นเจอกันนับครั้งได้ เพราะแม่แยกไปมีชีวิตของตนเองที่ต่างจังหวัด สำหรับคนในครอบครัวอุ่นจิตไม่ผูกพันกับใครเป็นพิเศษนอกจากพ่อ ซึ่งพ่อจะเลี้ยงดูอุ่นจิตมาแบบตามใจ และอุ่นจิตก็ไม่สนิทกับพี่น้องคนไหนเลย พ่อของอุ่นจิตอยู่บ้านทำงานบ้านและดูแลลูก  ส่วนคนที่ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวและมีอำนาจมากที่สุดในบ้านคือพี่ชายคนที่ 3 แต่น่าจะด้วยความเข้มงวดของพี่ชายและพฤติกรรมเกเรของอุ่นจิตทั้ง วัยที่ห่างกันมาก ทำให้หลายครั้งต่างก็ไม่เข้าใจกัน   เมื่อถามถึงสาเหตุที่นำพาให้อุ่นจิตได้มาอยู่ในความดูแลช่วยเหลือของบ้านพักฉุกเฉิน อุ่นจิตก็สามารถให้คำตอบได้อย่างมั่นใจและแฝงไปด้วยความภูมิใจด้วยว่า

“เพราะหนูไม่ตั้งใจเรียนเองแหล่ะ หนูโดดเรียนบ่อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งเลย  ล่าสุดหนูก็โดดเรียนและหายออกจากบ้านไป 3 วันไปอยู่บ้านเพื่อน แล้วพอมาโรงเรียนก็มาทะเลาะกับครู ครูเขาก็บ่นเรื่องโดดเรียน หนูก็เบื่อก็เลยบอกครูว่า หนูจะไปเรียนแล้วนะ ครูก็เลยโมโห ถูกครูตีไปหนึ่งที  คือเขาชอบโทรฟ้องเรื่องของพวกหนูกับผู้ปกครอง กลุ่มหนูมักจะมีปัญหากับครูคนนี้ เพราะว่ากลุ่มหนูผู้ชายก็จะดื้อมาก ส่วนผู้หญิงก็จะแสบมาก”
เราลองให้อุ่นจิตเล่าถึงพฤติกรรมของตนเองและเพื่อนๆในกลุ่ม จนทำให้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคุณครู และพี่ชาย เธอก็เล่าว่า “พวกผู้ชายก็ชอบสูบบุหรี่ และพวกเราก็ชอบโดดเรียน หนูไม่ได้หนีออกจากบ้าน หนูก็แค่โดดเรียนไม่กลับบ้าน 3 วัน แต่ไม่ได้บอกใครที่บ้านเท่านั้นเอง แต่หนูก็ไม่เคยสูบบุหรี่ แค่เคยทดลองกินเป๊ปซี่ผสมยาแก้ไอ แค่อยากลอง”

เมื่อถามถึงการคบหากับเพื่อนต่างเพศ เธอเล่าว่า “ก็มีแฟนที่คุยกันทางเฟสบุ๊ค แต่ก็ไม่ได้อะไรถ้าเขานัดเจอก็คงไม่ไปถ้าไปก็คงเอาเพื่อนไปด้วยทั้งกลุ่ม หนูไม่เคยมีอะไรกับใคร ที่หายไป 3 วันหนูก็ไปอยู่บ้านเพื่อนที่เป็นผู้หญิง”

แต่พฤติกรรมที่อุ่นจิตเล่ามาว่า เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กน้อย แค่เรื่องอยากลอง แค่เรื่องที่ทำตามๆกันในกลุ่มเพื่อน สำหรับผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ปกครอง ที่ทั้งรักทั้งห่วงอยากให้เธอได้ดีและตั้งใจเรียน และคอยเข้มงวดเคี่ยวเข็ญเธอมาตลอด ไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กๆอย่างที่อุ่นจิตคิด เพราะเมื่อพี่ชายทราบเรื่องทั้งหมดหลังจากที่น้องสาวตัวดีหายไปจากบ้านและโดดเรียนเป็นเวลา 3 วัน โดยไม่บอกกล่าว โทรศัพท์ไปเป็นร้อยๆ สาย อุ่นจิตก็ไม่รับ พี่ชายจึงติดต่อแม่ของอุ่นจิตและบอกกับแม่ว่า “ไม่ไหวแล้วจะเอาไปไหนกันก็ไป โดดเรียนหลายรอบแล้วนะ พูดก็ไม่ฟัง  ไม่ไหวแล้วไม่เลี้ยงแล้วนะ จะเอาไปไหนก็เอาไปเลย”  นั่นคือคำขาดจากปากพี่ชายที่รับภาระดูแลครอบครัวและอุ่นจิตมาโดยตลอด เมื่อไม่รู้จะไปไหนอุ่นจิตจึงโทรติดต่อเจ้าหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิแห่งหนึ่ง เพื่อให้ช่วยเหลือหาที่พักอาศัยและที่เรียนให้กับเธอ ซึ่ง เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแห่งนั้นกับแม่ของอุ่นจิตจึงได้ส่งอุ่นจิตมาที่บ้านพักฉุกเฉิน

เมื่อถามอุ่นจิตว่า มาอยู่บ้านพักฉุกเฉินแล้วอุ่นจิตรู้สึกอย่างไรบ้าง คำตอบของเธอก็ไม่ได้ทำให้เกิดความประหลาดใจเท่าใดนักสำหรับเด็กวัยนี้ เมื่อเธอตอบว่า

“ตอนแรกอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินก็ดีมีเพื่อน แต่พออยู่มาได้สักพัก หนูเริ่มเบื่อแล้วหนูอยากกลับบ้าน  คือที่มาบ้านพักฉุกเฉินหนูอยากย้ายจากโรงเรียนเดิม ไม่อยากเรียนที่นั่นแล้ว พอมาที่นี่หนูก็เบื่อไม่อยากเรียนที่นี่แล้วหนูว่าไม่เห็นว่าจะน่าเรียนเลย อยากไปเรียนที่อื่น เรียนกศน.ก็ได้ แต่ว่าไม่อยู่ที่นี่ ที่เดิมก็ไม่เอา”


ฟังคำตอบที่ตรงไปตรงมา ของอุ่นจิต  ก็เข้าใจว่าวัยรุ่นมักค่อนข้างจะตื่นเต้นกับสถานที่หรือสิ่งใหม่ๆอยู่เพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น เมื่อทิ้งเวลาสักระยะความแปลกใหม่น่าตื่นตาตื่นใจก็จะกลายเป็นความจำเจ และน่าเบื่อหน่าย และด้วยพื้นฐานที่อุ่นจิตค่อนข้างจะทำอะไรตามใจตนเองเป็นหลัก  เจ้าหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์ และผู้ปกครองของอุ่นจิต คงต้องคอยประคับประคองให้อุ่นจิต ผ่านพ้นภาวะวิกฤตนี้ไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง เพราะอุ่นจิตยังเยาว์นัก ความคิดและการตัดสินใจของเด็กวัยเพียง 15 ปี นั้นยังไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะดูแลหรือดำเนินชีวิตด้วยตนเอง ซึ่งเราก็หวังว่า อุ่นจิตจะมีจุดมุ่งหมายในชีวิต และสามารถเข้าใจในความหวังดีของผู้ใหญ่ จนเป็นแรงผลักดันให้เธอกลับมาเดินในหนทางที่นำพาชีวิตของตนไปในทางที่ดีได้ในสักวันหนึ่ง
.......................................................................................................................................
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน 
โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org
Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org
เรื่อง โดย ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน:จิตรา นวลละออง

ของตาย

ของตาย
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


 “สายธาร”หญิงสาวผิวเข้ม วัย 21 ย่าง 22 ปี เธอ มาที่บ้านพักฉุกเฉิน เมื่ออายุครรภ์ได้ 6 เดือนกว่า เธอบอกกับเราว่า ท้องนี้เป็นลูกคนแรกกับสามีคนแรก  ซึ่งเขามีชื่อว่า “คมเดช”

คมเดช มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเธอ สายธารทำงานเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหาร ส่วนคมเดชทำงานก่อสร้าง พื้นเพครอบครัวของสายธารนั้นเธอเป็นคนภาคกลาง พ่อแม่ยังทำมาหากินอยู่ด้วยกัน พ่อของเธอทำงานรับจ้างขับรถ ส่วนแม่ทำงานรับจ้างซักรีด พี่คนโตของสายธารก็แยกไปมีครอบครัวแล้ว สายธารมีน้องชายอีกหนึ่งคนกำลังเรียนอยู่ชั่นป.4 ส่วนสายธารนั้นเรียนจบเพียงชั้นม.3 เธอก็อยากทำงานมากกว่าเรียนต่อ จึงออกมาทำงานก่อนคิดว่าถ้าอยากเรียนต่อค่อยมาเรียนในภายหลัง ส่วนครอบครัวของคมเดชนั้นดั้งเดิมเป็นชาวตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ลงมาทำงานรับจ้างแถวจังหวัดในภาคกลาง ครอบครัวของคมเดชค่อนข้างแตกแยก พ่อแม่แยกทางกันและต่างก็ไปมีครอบครัวใหม่อยู่เรื่อยๆ
สาธารและคมเดช มาพบกันได้เนื่องจากเพื่อนๆแนะนำให้รู้จักกัน จึงคบหากันเรื่อยมา การคบหากันในช่วงปีแรก  คมเดชเป็นชายหนุ่มที่ดี เป็นสุภาพบุรุษไม่เคยรบเร้าที่จะขอมีเพศสัมพันธ์กับสายธารเลยแม้สักครั้ง จนกระทั่งคมเดชจะต้องจากสายธารไปทำงานที่แคมป์คนงานต่างจังหวัด จึงได้มาชักชวนให้สายธารไปทำงานด้วยกัน เมื่อสายธารตกลงใจติดตามคมเดชไปทำงานที่ต่างจังหวัดการพักหลับนอนในแคมป์คนงาน ที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัด สายธารและคมเดชจึงต้องนอนห้องเดียวกันและด้วยความใกล้ชิดจึงทำให้สายธารและคมเดชมีสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

“หนูก็ไม่ได้ตั้งใจ เขาก็ไม่ได้ตั้งใจ เรา 2 คนไม่มีใครตั้งใจว่าเราจะมีอะไรกัน แต่เพราะความรักความใกล้ชิด อารมณ์มันพาไปตามธรรมชาติก็เลย เลยตามเลย แล้วหลังจากนั้นก็อยู่กินด้วยกันเป็นสามีภรรยาไปเลย คนที่บ้านหนูกับที่บ้านเขาก็รับรู้ว่าเราตกลงอยู่กินด้วยกันแล้ว”

ชีวิตครอบครัวของสายธารก็เหมือนจะราบรื่นดีเพราะตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันกับคมเดชเขาก็รับผิดชอบดี เขาเป็นคนไม่เที่ยว ไม่เหลวไหล ไม่เจ้าชู้  จนผ่านมาเป็นเวลาเกือบ 3 ปี คมเดชเริ่มเปลี่ยนแปลงไปโดยที่ สายธารก็ไม่รู้สาเหตุ

“ช่วงนั้นหนูเดินทางกลับบ้านแล้วพอกลับมา แฟนหนูเขาก็หายตัวไป ไม่นานเขาก็โทรมาขอเลิก และให้ผู้หญิงมาพูดโทรศัพท์คุยกับหนูว่าเป็นเมียใหม่ ช่วงนั้นหนูทำใจไม่ได้เลย ก็เลยกลับไปอยู่บ้านกับแม่ แต่พอผ่านไปได้สักเดือนหนึ่งเขาก็ติดต่อกลับมา ขอกลับมาอยู่ด้วยกัน แล้วบอกว่าที่เขาทำไปก่อนหน้านี้ทั้งหมดเขาลองใจหนู หนูก็ใจอ่อนนะ กลับไปอยู่กับเขาอีก แต่พอกลับมาอยู่ด้วยกันได้ 2 เดือนเขาก็มาบอกว่าจะไปหาเพื่อน เราก็ไม่คิดอะไรมาก แต่เขาหายไป 2 เดือน หนูก็เลยไปตามเขาที่บ้านเพื่อนของเขา พบว่าเขาก็อยู่กับเพื่อนเขาและเขาก็กลับมากับหนูแล้วบอกว่าจะปรับปรุงตัว”

จากครั้งนั้นกลับมาอยู่ด้วยกันนายคมเดชก็ทำตัวดี และบอกกับ สายธารว่าอยากมีลูก ให้เลิกกินยาคุม สายธารจึงปล่อยให้ท้อง ตอนที่คมเดชรู้ว่าสายธารท้อง คมเดชดีใจมาก แต่พอสายธารท้องได้ 3-4 เดือน คมเดชไปสมัครทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็มีการเข้าเวรทำงานกลางคืน ต่อมาคมเดชมักเข้าเวรทำงานกลางคืนตลอด วันหยุดก็ไม่หยุด บอกว่าไปทำแทนคนอื่น และคมเดชก็ทำตัวห่างเหินจากสายธาร จนสายธารเกิดความสงสัยจึงลองตามไปดูที่ทำงาน เพื่อนที่ทำงานของคมเดชจึงบอกว่า “มันไม่มาทำงานหรอกวันหยุดมัน มันจะมาทำไม” สายธารจึงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยว่าเธอถูกคมเดชหลอก “ช่วงนั้นเขามักจะหายไปทั้งคืนกลับมาตอนเช้า หนูก็ไม่ได้จู้จี้นะ เพราะคิดว่าเขาเป็นสามีที่ดี แต่พอท้องได้ 3 เดือน กว่าก็มารู้เลยว่าเขาโกหกหนูมาตลอด”

แล้ววันหนึ่งก็มีเพื่อนของคมเดชที่เขาคงจะสงสารสายธาร จึงได้มาบอกกับสายธารว่า
“ผัวเธอน่ะ ไปอยู่ที่บ้านเพื่อนกินเหล้าเมายา ไม่ไปทำงานทำการอะไรเลย”
เมื่อรู้ความจริงจากเพื่อนของคมเดช สายธารก็ไปตามเอาตัวเขากลับมา แต่หลังจากที่กลับมาอยู่ด้วยกันชีวิตครอบครัวของสายธารก็ไม่เหมือนเดิมอีกเลย

“เขาจะหงุดหงิดโมโหง่าย จากที่เคยใจเย็น ก็ไม่มีแล้ว ถามอะไรก็โกรธ หงุดหงิด และก็ยังมีแต่คนมาเล่าว่าเขาไปมีผู้หญิงอื่น เพื่อนๆเขาบอกว่าไม่เคยรู้ว่าหนูเป็นเมียเขา เพราะเขาบอกแต่ว่าเป็นพี่สาวที่มาตามกลับบ้าน...หนูก็หมดคำพูดเลย”

แล้ววันสุดท้ายของการเป็นสามีภรรยาของสายธารกับคมเดชก็มาถึง เมื่อคมเดชบอกว่าจะออกไปทำงาน และสายธารได้ลองตามไปดูเขาที่ทำงาน เธอจึงไปพบความจริงว่าสามีของตนได้เขียนใบลาออกแล้ว และก็ได้หายตัวไป เมื่อสายธารโทรศัพท์ติดต่อไปตามคมเดช คมเดชก็แค่เพียงถามถึงลูกในท้อง และขาดการติดต่อไป ทิ้งให้สายธารเผชิญชีวิตผู้หญิงที่ท้องไม่มีพ่อเพียงลำพัง สายธารจึงค้นหาสถานที่ช่วยเหลือคนท้องในอินเตอร์เน็ต เธอจึงพบว่ามีบ้านพักฉุกเฉิน และเมื่อพ่อแม่ของสายธารได้รับรู้ปัญหาของเธอจึงสั่งให้เธอเลิกติดต่อและแยกทางกับผู้ชายคนนี้อย่างเด็ดขาด ห้ามคิดที่จะหวนกลับไปอยู้ด้วยกันอีก ซึ่งก่อนหน้าที่สายธารจะเข้ามาอยู่ในบ้านพักฉุกเฉินเพียงไม่กี่วัน คมเดชก็ได้โทรติดต่อมาหาสายธารอีกครั้ง แต่ว่ามันคงจะสายเกินไปเพราะสายธารบอกกับเราด้วยน้ำเสียง สีหน้าและแววตา ที่หมดแล้วซึ่งความอาลัยอาวรณ์ต่อคมเดชว่า

“เขาบอกว่าเขาขอโทษ อยากกลับมาเริ่มใหม่ แต่เขาก็ไม่ได้บอกถึงเหตุผลที่เขาทิ้งไป เขาคิดว่าหนูเป็นของตาย นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป ยังไงหนูก็ต้องรอเขา แต่ว่ามันไม่ใช่ไง ถ้าเขารักหนูจริงเขาคงไม่ทำแบบนี้ หนูคิดว่าหนูกับลูกแค่ 2 คนก็สามารถเป็นครอบครัวได้ หนูก็ไม่ใช่ว่าจะท้องไม่พร้อมนะ ลูกของหนูเกิดจากความรัก เพียงแต่ผู้ชายมันแย่ ”

ปัจจุบันสายธารท้องได้ 7 เดือน บ้านพักฉุกเฉินได้ส่งเธอไปตรวจครรภ์และฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว สุขภาพแม่และลูกแข็งแรงดี สายธารวางแผนไว้ว่าหลังคลอดลูกเธออาจฝากลูกไว้ที่ศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนของบ้านพักฉุกเฉินเป็นการชั่วคราว และออกไปทำงานภายนอก เมื่อเธอพร้อมก็จะเรียนต่อด้วยทำงานไปด้วยเพื่อเลี้ยงดูลูก เธอบอกว่าเธอไม่รู้หรอก ว่าเธอจะมีใครใหม่หรือเปล่าเพราะชีวิตมันไม่แน่นอนแต่ที่แน่ๆ ใครคนนั้นก็คงไม่ใช่คมเดชอย่างแน่นอน

ในท้ายของเรื่องราว สายธารฝากข้อคิดที่เธอได้จากประสบการณ์ชีวิตของตนเองให้ผู้หญิงคนอื่นๆพึงระลึกไว้เสมอว่า 

“ไม่มีอะไรแน่นอนวันนี้เขาเป็นสามีเรา แต่วันต่อไปเขาอาจจะไปเป็นสามีของคนอื่น”

……………………………………………………………………………………………………………………………………………

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน 
โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org
Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org
เรื่อง โดย ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน:จิตรา นวลละออง

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เมื่อผู้หญิงรู้ว่าท้องทั้งที่ยังไม่พร้อม...จะทำอย่างไร?...

เมื่อผู้หญิงรู้ว่าท้องทั้งที่ยังไม่พร้อม...จะทำอย่างไร?...

ากการสำรวจข้อมูลผู้หญิงที่ประสบปัญหา ท้องไม่พร้อม ซึ่งพักพิงเพื่อรอคลอดและพักฟื้นหลังคลอดในบ้านพักฉุกเฉิน ตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน-สิงหาคม 2554 จำนวน 20 ราย พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า...ผู้หญิงจำนวน 14 ราย เมื่อแรกที่รู้ว่าท้องพวกเธอเหล่านั้นคิดถึงการทำแท้งเป็นสิ่งแรก

       ในจำนวนผู้หญิงที่คิดทำแท้ง 14 ราย นั้น มี ผู้ที่ตัดสินใจและได้ลงมือทำจำนวน 9 ราย เมื่อแยกตามวิธีการทำแท้งแล้วจะพบว่าในเบื้องต้นผู้หญิงจะใช้วิธีการจัดการ ด้วยตนเองคือ การกินยาตรางูผสมเหล้าขาว การกินยาบำรุงเลือดจำพวกยาสตรีต่างๆแต่หากไม่สำเร็จจะใช้วิธีการไปหาแหล่งทำ แท้งภายนอก ดังจะเห็นได้ว่ามีผู้หญิงหลายคนที่ไม่ได้ใช้วิธีการทำแท้งเพียงแค่วิธีเดียว เมื่อทดลองวิธีแรกไม่สำเร็จ ก็จะลองทำอีกหลายวิธี และจะไปจบลงที่คลินิกทำแท้งแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากสาเหตุหลักคือ ไม่มีเงิน เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นก็จะต้องเพิ่มเงินในการทำมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้มีผู้หญิง 3 ใน 10 ราย ที่ตรงไปหาสถานที่ทำแท้งโดยที่ไม่ใช้วิธีการอื่นๆร่วมด้วยเลย รวมทั้งยังมีผู้หญิงอีก 1 ราย ที่คิดว่าการทำงานหนัก ไม่ฝากครรภ์และไม่บำรุงครรภ์ก็จะช่วยให้เธอแท้งลูกไปได้เอง

       มีผู้หญิงเพียง 6 รายเท่านั้นที่บอกว่า “ถึง แม้เธอจะท้องไม่พร้อม ก็ไม่คิดทำแท้ง” ซึ่งในจำนวน 6 รายนี้ มีผู้หญิงซึ่งโชคร้าย 2 ราย ที่ไม่ต้องการทำแท้งแต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องทำ รายแรกนั้นถูกบังคับจากสามีและภรรยาหลวงโดยให้คนพาไปคลินิกทำแท้งแต่ไม่ สามารถทำได้เนื่องจากอายุครรภ์เธอผ่านพ้น 4 เดือนไปแล้ว เมื่อกลับมาภรรยาหลวงของสามีจึงหายาตรางูมาผสมเหล้าขาวให้เธอทานแต่ก็ไม่มี อะไรเกิดขึ้นนอกจากอาการร้อนวูบวาบในท้องหลังทานยาเท่านั้น ส่วนอีก 1 รายแพทย์มีความเห็นว่าเธอควรยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากปัญหาสุขภาพซึ่งเธอ เองมีโรคประจำตัวอยู่แล้วและยังได้รับเชื้อโรคร้าย คือ เชื้อเอช ไอ วี มาจากสามีจึงทำให้เธอไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้อย่างที่ต้องการ 

 

ผู้หญิงที่คิดทำแท้งและได้ลงมือทำจำนวน 9 ราย
วิธีการ
จำนวน(ราย)
1.กินยาบำรุงเลือดสตรี(ยาสตรีเบนโล,ยาสตรีเพ็ญภาค)
2  ราย
2.กินยาตรางู ผสมเหล้าขาว
1  ราย
3.ไปคลิกนิคทำแท้งเถื่อน
3  ราย
4.กินยาบำรุงเลือดสตรี(ยาสตรีเบนโล,ยาสตรีเพ็ญภาค)กินยายาตรางู ผสมเหล้าขาวและไปคลินิกทำแท้งเถื่อน
1 ราย
5.กินยาผสมเหล้าขาว(ยาตรางู /ยาช้างแรด)และไปคลินิกทำแท้งเถื่อน
1  ราย
6.ไม่บำรุงครรภ์ ไม่ฝากครรภ์และทำงานหนัก คิดว่าจะให้แท้งเอง
1  ราย
รวม
9 ราย
ผู้หญิงที่มีความจำป็นและถูกบังคับ ให้ต้องทำแท้งจำนวน 2 ราย
วิธีการ
จำนวน(ราย)
1.ไปคลินิกทำแท้งเถื่อน และกินยตรางูผสมเหล้าขาว
1ราย
2.แพทย์วินิจฉัย ทำการยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากมีโรคประจำตัวทาลัสซีเมีย เบาหวานและติดเชื้อ เอช ไอ วี
1ราย
รวม
2 ราย

อะไรเป็นปัจจัยให้พวกเธอตัดสินใจเช่นนั้น
      
 สาเหตุหลักที่บีบให้ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมต้องคิดหาทางออกด้วยการทำ แท้งทั้งๆที่พวกเธอทั้ง 14 คนนั้นต่างนับถือศาสนาพุทธ และมีความเชื่อเรื่องบาป-บุญ ว่าการทำแท้งนั้นจะทำให้ชีวิตคนเราตกต่ำและทำมาหากินไม่เจริญ แต่พวกเธอก็ยังคิดถึงการทำแท้ง เพื่อเป็นทางออกของปัญหาทั้งที่ในชีวิตแทบไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย...นั่นเป็น เพราะ...
  • แฟน/สามีปฎิเสธความรับผิดชอบและขาดการติดต่อ 11 ราย
  • สามีเปลี่ยนไปทั้ง เสพยาบ้าและทุบตีทำร้ายร่างกาย 2 ราย
  • ความสัมพันธ์แบบไม่จริงจัง 1 ราย(หลังจากเลิกคบหากับแฟนเพราะเบื่อๆกันไปและต่างไปมีแฟนใหม่ จึงรู้ว่าท้อง)

พวกเธอรู้และเข้าถึงช่องทางในการทำแท้งได้อย่างไร?
       “เมื่อรวมผู้หญิงที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมกลุ่มที่มีความคิดต้องการ ทำแท้ง และลงมือทำ จำนวน 9 ราย กับกลุ่มที่ไม่มีความคิดทำแท้งแต่มีความจำเป็นบังคับจำนวน 2 ราย จะพบว่ามีผู้หญิงที่ทำแท้งทั้งหมด 11 รายโดยช่องทางการเข้าถึงอันดับแรกคือมาจากเพื่อนแนะนำ รองลงไปก็จะเป็นญาติ สามีและภรรยาหลวงของสามี จากสถานที่สาธารณะ และการวินิจฉัยทางการแพทย์ อย่างละ 1 ราย ซึ่งในกรณีจากสถานที่สาธารณะที่สามารถพบเห็นเบอร์โทรศัพท์ที่ติดอยู่ตามรถ โดยสารสองแถวนั้นเป็นช่องทางที่ค่อนข้างเปิดเผยอย่างมากในสังคมไทย สังคมที่การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฏหมาย และเป็นสังคมที่เราเชื่อกันว่าเราเป็นชาวพุทธ

ช่องทางการเข้าถึงวิธีการทำแท้ง
จำนวน(ราย)
1.เพื่อนแนะนำ
6 ราย
2.ด้วยตนเอง
1 ราย
3.ญาติแนะนำและพาไป
1 ราย
4.สามีและภรรยาหลวงของสามี
1 ราย
5.สถานที่สาธารณะ(พบเห็นเบอร์โทรศัพท์คลินิกวางแผนครอบครัวติดอยู่ที่รถโดยสารสองแถวจึงเสี่ยงโทรสอบถาม)
1 ราย
6.การวินิจฉัยทางการแพทย์ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ
1 ราย
รวม
11 ราย

เสียงสะท้อนจากผู้หญิงที่เคยท้องไม่พร้อม... ผู้หญิง ที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมที่อยู่ในบ้านพักฉุกเฉินส่วนหนึ่งได้สะท้อนถึง ความคิดเห็น มุมมอง และความต้องการของตนเองในประเด็นต่างๆดังนี้

ประเด็นการทำแท้ง
“ในความรู้สึกของหนูเด็กไม่รู้เรื่องด้วย ถ้าจะโทษ...โทษแม่ดีกว่า การทำแท้งมันบาป ทำอะไรก็ไม่เจริญ” “ตอนที่คิดทำแท้งมันเป็นอารมณ์ ที่ไม่รู้จะทำยังไงแฟนเขาก็ไม่รับ ท้องก็โต...แต่มาถึงวันนี้คลอดลูกแล้วก็ดีใจที่ตอนนั้นไม่มีเงินทำ” “ตอนแรกที่รู้ว่าท้อง บอกกับแฟนเขาก็เฉยๆ แถมเขายังกินเหล้าและไปติดผู้หญิงอื่นซ้ำยังทำร้ายร่างกายเราด้วย ตัวเองก็กลัวว่าถ้าแฟนทิ้งจะเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ไหว เพราะต้องเลี้ยงลูกคนโตอีก ไม่มีเงินไปทำแท้งก็เลยไม่สนใจดูแลตนเอง ไม่บำรุง ไม่ไปหาหมอไม่ฝากท้อง ทำงานหนัก คิดว่าอาจจะแท้งไปเอง ตอนนี้สิ่งที่อยากบอกกับผู้หญิงหรือน้องๆที่ท้องไม่พร้อมว่ามาอยู่บ้านพัก ฉุกเฉินดีกว่าการไปทำแท้ง และตนเองไม่เสียใจเลยที่มีลูกคนนี้” “ตอนที่หนูคิดทำแท้งนอนไม่หลับเลยและเด็กถีบแรงมาก อาจเกิดจากความเครียด ไม่มีหนทาง แต่พอรู้ว่ามีสถานที่ช่วยเหลือคือบ้านพักฉุกเฉิน ก็ดีขึ้น เริ่มมีทางออก จึงไปทำบุญให้ลูกเพื่อให้ลูกอโหสิให้” “แฟนเลี่ยงไม่รับผิดชอบ หนูเลยคิดจะไปทำแท้ง จะบอกให้พ่อแม่รู้ก็กลัวแต่พอคิดไปก็สงสารลูกเลยไม่ทำ แต่หนูก็เห็นใจผู้หญิงที่ไปทำนะ เพราะปัญหาของคนเราไม่เหมือนกัน” “ตัดสินใจทำไปแล้วก็เสียใจ กลัวลูกพิการ กลัวลูกออกมาไม่สมบูรณ์ ถ้าย้อนกลับไปได้ในวันนั้นจะไม่เลือกทำแท้งคิดว่าการมีลูก 1 คน มีความสุขเหมือนเป็นของขวัญให้กับชีวิตและได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย ถ้าหนูไม่ท้องลูกคนนี้ก็ไม่รู้ว่าหนูจะเป็นยังไงอาจจะทำตัวแย่ๆเหมือนเดิม” “มันมีเหตุผลหลายอย่าง ทั้งเรื่องงาน เงิน พ่อแม่ ครอบครัว ตอนนั้นที่คิดไปทำเพราะยังไม่รู้จักบ้านพักฉูกเฉิน ถ้ารู้ก็คงไม่ทำ” “ตอนที่คิดทำ ท้องได้ 3 เดือนแฟนเขาไม่ยอมรับว่าเป็นลูกเขาๆว่าเราทำงานร้านอาหาร...พอหนูทำไปแล้วก็ รู้สึกว่าตัวเองผิด เพราะว่าเด็กเขาไม่รู้เรื่อง แต่ว่าเราไม่มีทางเลือก ตอนนี้คลอดลูกแล้วก็อยากบอกกับแฟนว่าเนี่ยลูกเขา อยากให้เขารับรู้ว่าเขาเป็นพ่อ” “ตอนรู้ทีแรกว่าท้อง 3 เดือนทุกคนในบ้านก็ต่างดีใจแต่พอหนูท้องได้ 5 เดือนสามีก็เปลี่ยนไป ไม่ทำงานเอาแต่เสพยาบ้า บอกให้เลิกก็ไม่เลิกพอไม่มีเงินก็มาบังคับเอากับเราพอเราไม่ให้ก็ทำร้าย ก็เลยอยากทำแท้งจะได้เลิกกับเขา ไม่อยากทนอยู่แล้ว ขนาดตอนท้องเขายังทำร้ายเลย บางทีก็คิดอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว ช่วงนั้นเรื่องบาปกรรมไม่คิดแล้วเพราะมันเครียดมาก พอทำแล้วเขาไม่ออก อีกใจก็เลยมาคิดว่าเขาคงอยากมาอยู่กับเรา”

และสุดท้ายฝากบอกผู้ชายว่า ตอนที่เราท้องก็ไม่เอาปฏิเสธ...จนเราจะไปทำแท้งพอเราคลอดลูก แล้วมาบอกว่าจะเอาลูกไม่เอาเรา...แล้วเราอุ้มท้องของเรามาตั้ง 9 เดือน รับปัญหาทุกอย่างมาคนเดียวสุดท้ายจะมาเอาลูกเราไป...ใครจะยอม...เห็นแก่ตัว “ผู้หญิงน่ะเขาไม่ได้ต้องการอะไรจากผู้ชายมากมาย ไม่ได้ต้องการเงินทอง หรือต้องมาเลี้ยงดู ไม่ต้องมาดูแลอะไร ขอแค่มาแสดงตัวว่าเป็นพ่อ ร่วมกันรับผิดชอบ ว่าเป็นพ่อแม่เด็ก แล้วหลังจากนั้นจะแยกกันไปก็ไม่เป็นไร...คำว่าท้องไม่มีพ่อเนี่ยมันเจ็บปวดนะสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง...”

ข้อมูล ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ที่ปรึกษา ดร.เมทีนี พงษ์เวช 
ผู้เขียนและภาพ  จิตรา นวลละออง

ชีวิตใหม่

  ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...