แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สามีทำร้าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สามีทำร้าย แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2563

สาหัส

 

สาหัส

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


“นิดหน่อย” ที่เพิ่งเข้ามารับการช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉิน เธอประสบปัญหาสามีใช้ความรุนแรงกับเธอและลูก ซึ่งลูกสาววัยสองเดือนของเธอถูกสามีทำร้ายร่างกายจนมีอาการสาหัสและเข้ารับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และยังไม่สามารถจะบอกได้ว่าลูกสาวของนิดหน่อยจะสามารถมีลมหายใจและลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้ได้อีกครั้งหรือไม่?...

       นิดหน่อย เป็นเด็กสาววัยรุ่น อายุเพียง 15 ปี รูปร่างผอมสูง ผิวคล้ำ ด้วยวัยที่เพิ่งจะพ้นวัยเด็กมาเพียงน้อยนิดแต่นิดหน่อยกลับผ่านอะไรต่ออะไรมาอย่างมากมาย... ในวัยเด็กพ่อแม่ของนิดหน่อยต่างก็ชิงเสียชีวิตไปก่อนทำให้นิดหน่อยไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับพ่อและแม่มากนัก มีเพียงป้าที่เป็นพี่สาวของพ่อที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่จำความได้จนนิดหน่อยเรียกป้าว่าแม่ ป้านั้นก็ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว ด้วยป้าก็มีลูกของตนเองให้ต้องดูแลอยู่แล้ว 3 คน อีกทั้งเมี่อลุงเสียชีวิตป้าก็ไม่ได้มีสามีใหม่ ป้ายังคงเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีเรือพ่วงให้ดูแลอีกสี่ชีวิต... แต่นิดหน่อยก็ยังบอกว่าเธอไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองขาดความอบอุ่นเพราะป้าก็เอาใจใส่ดี

       นิดหน่อย ยอมรับว่าเธอไม่ใช่เด็กดี เรียบร้อย เท่าใดนัก อายุ 13 ปี เธอก็ทดลองมาหมดแล้วทั้ง บุหรี่ กัญชาและยาบ้า เธอบอกว่า “ ก็แค่อยากลองเฉยๆ… หนูสูบบุหรี่ทุกวันๆ ละ 2-3 มวน แต่หนูไม่ติดนะมาอยู่ที่นี่หนูก็ไม่ได้สูบก็ไม่ได้อยากอะไรมากไม่สูบก็ได้ ” นิดหน่อยเรียนจบชั้นป.6 เธอก็ไปทำงานรับจ้าง ทั้งรับจ้างก่อสร้าง และรับจ้างตามโรงงานต่างๆ

         นิดหน่อย ผ่านการมีสามีมา 3 คน และมีลูกสาว 1 คนที่เกิดกับสามีคนแรก เธอเล่าถึงสามีคนแรกให้เราฟังว่า

          “กับคนแรกเราพบกันเพราะว่าเป็นเพื่อนๆ พี่ๆ กลุ่มเดียวกัน ตอนนั้นหนูอายุ 13 ปี พี่เขาอายุ 27 ปี ก็คบกันประมาณ 4-5 เดือนแล้วก็เลยมาอยู่กินด้วยกัน ก็อยู่ด้วยกันเกือบสองปี ก็คุมด้วยการกินยาคุมแต่กินบ้างไม่กินบ้างก็ท้องน้องที่ตอนนี้อยู่โรงพยาบาลนั่นแหล่ะค่ะ แต่หนูเลิกกับเขาตั้งแต่ยังท้องนะคะ”

         เมื่อถามถึงสาเหตุของการเลิกลานิดหน่อยจึงบอกว่า “ ดูแล้วไม่ไหวเลย เขาขี้เกียจ พึ่งพาไม่ค่อยได้ ไม่มีความรับผิดชอบ เลิกเลยดีกว่า ”

         หลังจากเลิกกับสามีคนแรก นิดหน่อยจึงกลับมาอยู่กับป้า และไม่กี่วันนิดหน่อยก็ตกลงอยู่กินกับผู้ชายอีกคนหนึ่งเขาอายุเพียง 18 ปี ทำอาชีพรับจ้างทั่วไป นิดหน่อยรู้จักกับเขามาเป็นปีแล้ว และเขาก็ไม่ได้รังเกียจที่เธอท้อง แต่หลังจากคลอดลูกได้เพียงสิบกว่าวันก็มีเหตุให้นิดหน่อยต้องเลิกกับสามีคนนี้อย่างที่ไม่มีทางเลือก... ซึ่งเป็นเหตุให้ชีวิตของลูกสาวของเธอที่ยังเป็นทารกต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความเป็นความตายเช่นปัจจุบันนี้

       นั่นคือสามีคนที่ 3 ผู้ชายวัย 29 ปี ที่เหมือนถูกยัดเยียดเข้ามาสู่ชีวิตของนิดหน่อย... ในอดีตเขาเคยผ่านมาเป็นฝันร้ายของนิดหน่อยครั้งหนึ่งแล้วแต่นิดหน่อยไม่เคยเล่าให้ใครฟัง... ด้วยเธอคิดว่าฝันร้ายครั้งนั้นคงจะไม่กลับมาหาเธออีก… แต่…

         “ หนูไม่เคยรักเขาเลย แต่ว่าเมื่อสองปีก่อนเขามาเสพยาอยู่ละแวกบ้าน และเขาก็บังคับให้หนูมีเพศสัมพันธ์ด้วยครั้งหนึ่ง… แล้วพอมาตอนนั้นอยู่ๆ เขาก็มาที่บ้าน… หนูว่าเขาคงเมายาด้วย… เขามาอาละวาดไล่แฟนใหม่หนูแล้วมาบอกว่าหนูเป็นเมียของเขาแฟนใหม่ของหนูก็เลยเลิกกับหนู ”

          หลังจากความจริงเปิดเผยแทนที่ผู้ชายคนนี้จะถูกกีดกันจากนิดหน่อยกลับกลายเป็นว่าเธอต้องอยู่กินกับฝ่ายชาย เพราะที่บ้านของเขาค่อนข้างมีเงินมีอิทธิพล… แต่นิดหน่อยก็บอกว่าในช่วงแรกๆ เขาก็ดีกับเธอและลูกมาก เขาช่วยเลี้ยงดูลูกและยังดูรักลูกของนิดหน่อยมาก แต่พอผ่านไปสักสองเดือนเขาก็เริ่มเหม่อลอย และใช้ความรุนแรง เวลาที่เขาโมโหหึงก็จะใช้ทั้งมือและเท้าทำร้ายเธอพร้อมทั้งด่าทอ ตะคอก คำหยาบสารพัด และหนักเข้าการใช้ความรุนแรงของเขาก็เริ่มลุกลามมาที่ลูกของเธอ… เขาทำกับลูกของเธอสารพัด เริ่มตั้งแต่ ตะคอก ตวาด ให้เงียบเมื่อเด็กร้อง ทุ่มตัวเด็กลงที่นอนอย่างแรง ๆ ถ้ายังไม่เงียบก็จะเอาสิ่งแปลกปลอมกรอกปาก… แม้เป็นผู้ใหญ่ก็คงจะทนไม่ไหวนับประสาอะไรกับเด็กทารกวัยเพียงสองเดือนเท่านั้น... สุดท้ายเด็กน้อยจึงบาดเจ็บสาหัสจากการถูกพ่อเลี้ยงทำร้ายและมีภาวะเป็นน้อยกว่าตาย... ซึ่งนิดหน่อยบอกว่า

         “ ปาฎิหารย์เท่านั้นมั้งพี่ที่จะช่วยให้ลูกหนูฟื้นและกลับมาเป็นปกติ... หนูคงไม่หวังอะไรบางทีก็คิดว่าถ้าเขาไปจะได้ไม่ทรมานแบบนี้… เวลาหนูไปยี่ยมลูกหนูสงสารเขาตัวเขาแค่นั้นแต่สายอะไรไม่รู้เต็มตัวไปหมด... หนูบอกเขานะว่า… ถ้ามันไม่ไหวมันทรมานก็ไปเถอะไม่ต้องห่วงแม่…ไว้ชาติหน้าค่อยกลับมาเป็นแม่ลูกกันใหม่ ”

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org

วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561


นัดดากับชีวิตที่ถูกกระทำ
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เจ้าของเรื่อง: ผู้หญิงและเด็กที่พักพิงอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน: ปองธรรม สุทธิสาคร ,Edit:จิตรา นวลละออง
  หญิงร่างบางวัย 36 ปี กำลังเดินเก็บเศษขยะไปรอบๆ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ อย่างชนิดเอาเป็นเอาตาย
                เปล่าเลย...เธอไม่ได้เป็นคนรักสะอาด หรือมีน้ำใจไมตรีอยากช่วยเหลืองานของแม่บ้าน หากแต่เป็นเพราะเศษขยะ คือสิ่งที่เธอชอบนำไปเก็บสะสมไว้ คล้ายกับใครหลายๆคน ที่ชอบสะสมภาพของดารานักร้องนักแสดงชื่อดัง เป็นงานอดิเรก
                สิ่งที่หญิงสาวทำ มองอีกมุมหนึ่งก็ชักชวนให้น่าคิด...คนแบบไหนกันที่สะสมเศษขยะเป็นของตัวเอง ใครๆ ที่นี่เรียกขานเธอว่า “นัดดา”
                นัดดา เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน แต่เรื่องฐานะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุด เมื่อเทียบกับการเกิดมาในบ้านที่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวนิยมใช้ความรุนแรง
                ภาพของพ่อที่ทำร้ายทุบตีแม่ คือภาพที่นัดดาเห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็ก  ยามใดที่ผู้เป็นพ่อเมากลับมาบ้าน เมื่อนั้นแม่ของเธอก็จะกลายเป็นกระสอบทรายคอยรองรับทั้ง หมัด เท้า เข่า ศอก  แถมพ่อยังด่าทอแม่ด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆ นานาเหยียบย่ำความเป็นผู้หญิงของแม่จนต่ำตมจมดิน
                มิใช่เพียงแต่แม่เท่านั้นที่ถูกพ่อทำร้ายทุบตี ลูกสาวอย่างเธอเองก็ถูกผู้นำครอบครัวต่อย เตะ อยู่บ่อยๆ หลายครั้งเมื่อเธอทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ เด็กหญิงจะถูกซ้อมเพื่อเป็นการสั่งสอนให้หลาบจำ   แทนที่ชีวิตจะได้พบเจอกับความอบอุ่นเหมือนเช่นเด็กทั่วไป นัดดากลับต้องเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเก็บกดและความหวาดกลัว เด็กหญิงร่างบางไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับผู้คน และมีกิริยาที่ดูลุกลี้ลุกลน ไม่มั่นใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
                นัดดา มีสามีตั้งแต่ยังสาวรุ่น ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน พ่อของลูกแทบจะถอดนิสัยมาจากพ่อแท้ๆของนัดดาทุกกระเบียดนิ้ว ทั้งติดเหล้า เสพยาบ้า และเมื่อเธอทำอะไรไม่ถูกใจ เขาจะระบายอารมณ์ด้วยการใช้ความรุนแรง
                “นัดดา เป็นคนที่โชคร้ายมาก สามีชอบใช้ความรุนแรง กลับบ้านมาไม่มีอะไรเตรียมไว้ให้กินก็ตบเธอ บางครั้งก็จับเอาหัวเธอโขกกับกำแพง ตลอดเวลาหลายสิบปีที่อยู่ด้วยกัน เธอต้องทนรองรับความรุนแรงแบบนี้แทบทุกวัน จิตใจจมอยู่แต่กับความหวาดกลัว จนอยู่ในสภาพไม่ปกติ ขณะเดียวกันเธอก็สะสมความรุนแรงเอาไว้ในตัว หากมีใครก็ตามที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตนมีอำนาจเหนือกว่าก็พร้อมจะระบายความรุนแรงเข้าใส่ทันที จากผู้ที่ถูกกระทำมาตลอด อีกทางหนึ่งเธอก็กลายเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเอง”
                นักจิตวิทยา แห่งบ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ผู้ทำหน้าที่ประเมินคัดกรองสภาพจิตใจของสมาชิกในบ้านพักฉุกเฉิน ได้แสดงทัศนะในกรณีของนัดดาไว้อย่างน่าสนใจ
                ไม่ว่าชีวิตของมนุษย์จะพบเจอกับปัญหามากมายเท่าใด ความรุนแรงไม่เคยเป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่ดี ตรงกันข้ามปัญหาเหล่านี้มีแต่จะสะสมเพิ่มพูน ไม่ต่างอะไรจากระเบิดเวลาที่รอวันนับถอยหลัง ความรุนแรงที่สะสมอยู่ในใจของนัดดาก็เช่นกัน เมื่อนานวันเข้าเธอก็ส่งต่อความรุนแรงที่ตนเองเคยได้รับไปสู่ผู้เป็นลูก
                “เมื่อลูกทำในสิ่งที่เธอไม่พอใจ เธอก็ไปลงกับลูก เนื่องจากลูกเป็นคนเดียวที่เธอรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า เธอทำลงไปทั้งๆ ที่เธอก็รักลูก”
                การถูกทำร้ายที่สั่งสมมานานหลายสิบปี ส่งผลให้สภาพจิตใจของนัดดาไม่ปกติ และกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชในที่สุด
                “ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวช จะมีลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนคนปกติ อาจมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็จะแสดงอาการออกมาไม่ว่าจะเป็นแววตา ท่าทาง การพูดจา หรือมีบุคลิกแปลกๆ อย่างนัดดานี่เห็นครั้งแรกก็พอจะตั้งข้อสงสัยได้เลย เนื่องจากการไม่ดูแลตนเอง เหาเต็มศีรษะ ผอมแห้งจนหนังติดกระดูก และไม่ใส่ใจรักษาความสะอาด”
                นอกเหนือจากประเมินจากลักษณะภายนอกที่ทำให้รู้ว่านัดดามีภาวะที่ต่างจากคนปกติทั่วไป ยิ่งเมื่อได้ลองนั่งพูดคุยด้วยกันยิ่งย้ำชัดยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่นักจิตวิทยาคาดการณ์ไว้นั้นถูกต้องอย่างไม่ผิดเพี้ยน
                “คุยกับนัดดาครั้งแรกเธอเอาแต่อยู่ในโลกของเธอ เหม่อลอยพูดไปเรื่อยไม่ยอมหยุด ต้องคอยบอกย้ำให้เธอกลับมาหาปัจจุบันอยู่ตลอด ดีหน่อยที่ยังไม่ถึง ขั้นหูแว่ว ประสาทหลอน หรือมีอาการหนักถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย แต่ก็ต้องคอยระวังดูแลด้วยการให้ทานยาจิตเวชและไม่ให้มีสิ่งเร้าที่จะมากระตุ้นให้เธอเกิดอาการคลุ้มคลั่ง”
                 แม้จะพยายามระมัดระวังเป็นอันดี แต่ด้วยความที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก แถมแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีปัญหาของตัวเอง ทำให้การกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ ในยามที่จิตใจของนัดดาถูกกระทบกระเทือนมากๆ จนยากจะเยียวยาไหว บ้านพักฉุกเฉินจะส่งตัวเธอไปรักษาที่สถานพยาบาลเฉพาะทางเป็นระยะๆ กระทั่งอาการดีขึ้นจึงไปรับตัวกลับมา
                บ้านพักฉุกเฉิน ได้พยายามผลักดันให้สาวใหญ่ร่างผอมบางผู้นี้ได้ปรับตัวเพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนและใช้ชีวิตอย่างคนปกติในสังคมให้ได้ ด้วยการให้ออกไปทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาดที่บ้านหลังหนึ่ง      แน่นอนว่าการส่งเสริมให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตไปทำงานนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกต้องเป็นความร่วมมือระหว่างบ้านพักฉุกเฉินกับบ้านนายจ้างที่มีน้ำใจและให้การยอมรับผู้ด้อยโอกาส ต่อมาจึงเริ่มทดลองส่ง นัดดาไปทำงาน และเอาใจช่วยกันแทบจะวันต่อวันว่าขอให้การทำงานของนัดดาเป็นไปอย่างราบรื่น อย่างน้อยก็เพื่อตัวเธอเอง และเพื่อลูกของเธอ  ช่วง 2-3 เดือนแรก บ้านพักฉุกเฉินไปเยี่ยมไปติดตามผล ปรากฏว่าสุชาดาสามารถทำงานและอยู่ร่วมกับครอบครัวนายจ้างได้ดี  แต่พอเดือนถัดมานัดดาก็เริ่มมีอาการเหม่อลอย ตาขวางใส่นายจ้างทำให้นายจ้างและครอบครัวเกิดความกลัว  และ ต้องพานัดดามาส่งคืนที่บ้านพักฉุกเฉิน เนื่องจากนัดดามีอาการตัวแข็ง ตาขวาง ทำให้นายจ้างและคนในครอบครัวรู้สึกหวาดกลัว
                ที่สุดแล้ว แม้นัดดาจะไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง  แต่เธอก็อยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินจนครบกระบวนการในการดูแล ฟื้นฟู และบำบัดเป็นเวลาหลายปี  ก่อนที่ทางสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ต้องส่งต่อไปให้บ้านหลังใหม่เพื่อช่วยดูแลฟื้นฟูอาการทางจิตของเธอต่อไป    ในมุมมองของนักจิตวิทยาของบ้านพักฉุกเฉินมองว่า ผู้ป่วยทางจิตใจเช่น นัดดา นั้นน่าเห็นใจกว่าคนที่เป็นโรคร้ายทางร่างกายด้วยซ้ำไป
                “เรารู้สึกว่าผู้ป่วยจิตเวชเขาน่าสงสาร น่าเห็นใจ เพราะอาการทางกายยังมียารักษาได้ แต่อาการทางใจที่ถูกกระทำย่ำยีจนแทบจะสูญเสียความเป็นมนุษย์คงไม่มียาชนิดไหนจะรักษาให้หายขาดได้เลย ต่อให้เป็นโรคร้ายอย่างเอชไอวี แต่ผู้ป่วยก็ยังสามารถรักตัวเองเป็น รักคนอื่นได้ กินอาหารที่อร่อย ทำอะไรที่เป็นความสุขของชีวิตได้อีกหลายอย่าง แต่สำหรับผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดคุณค่าในตนเองจนกระทั่งกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชความสุขของพวกเขาได้ถูกทำลายให้หมดไปตั้งนานแล้ว”
                ตลอดชีวิต 36 ปีของนัดดานั้นเธอตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาตลอด จนถึงวันนี้ นัดดา ได้ไปใช้ชีวิตในบ้านสงเคราะห์ของภาครัฐ  ซึ่งก็คงต้องให้การดูแล ฟื้นฟูบำบัด สภาพจิตใจของเธอกันต่อไป แม้จะไม่รู้ว่าจะมีวันใดที่นัดดาจะสามารถกลับมาเป็นปกติ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือผู้ป่วยจิตเวชอย่างเธอล้วนแล้วแต่น่าเห็นใจเสมอ
………………………………………………………………………………………………………………..
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1  ซ.เดชะตุงคะ 1    ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210  โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail: admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org 

วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ต่อยให้รับว่า...เธอมีชู้

ต่อยให้รับว่า...เธอมีชู้

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


ภาพผู้หญิงอุ้มท้อง สะพายกระเป๋าพะรุงพะรัง มือของเธอก็จะเกาะเกี่ยวกับลูกน้อยที่เดินตามแม่มาต้อยๆพร้อมทั้งพูดคุยตั้งคำถามกับผู้เป็นแม่อย่างเจื้อยแจ้ว...ทั้งสองมุ่งหน้ามาสู่ที่พักพิงหลังใหม่คือบ้านพักฉุกเฉิน...ภาพที่เห็นไม่ใช่ภาพแปลกใหม่สำหรับคนทำงานที่นี่ แต่ก็ไม่อาจชาชินกับภาพที่สะท้อนปัญหาชีวิตของผู้หญิงและเด็กในสังคมไทย...
ผู้หญิงท้องคนดังกล่าวที่จับจูงลูกสาววัย 3 ขวบ เดินเข้ามาที่บ้านพักฉุกเฉินในวันนั้น เธอมีชื่อว่า “มาลัย” เธอมีอายุอยู่ในช่วง วัย 30 ต้นๆ...ภาพแรกที่เราพบเห็น มาลัย ในระยะใกล้ ด้วยหลักฐานที่อยู่เต็มใบหน้าและร่างกายของมาลัยก็ฟ้องในตัวปัญหาของมาลัยได้ดีอย่างทันทีเลยว่า มาลัยต้องถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างแน่นอน...รอบดวงตาของมาลัยเต็มไปด้วยร่องรอยเขียวช้ำจนคล้ำ ดวงตาแดงก่ำ เพราะเส้นเลือดฝอยในตาแตก ตามหลังไหล่แขนก็มีร่องรอยเขียวช้ำเช่นเดียวกัน....เราตั้งสมมติฐานแรกด้วยประสบการณ์ของคนทำงานบ้านพักฉุกเฉิน ร้อยละ 80 ถ้าผู้หญิงท้องถูกคนทำร้ายร่างกาย ผู้กระทำก็มักจะเป็นสามี ดังนั้นยังไม่ได้เอ่ยปากถามกับมาลัยแต่ในใจก็คิดแล้วว่า “มาลัยต้องโดนสามีซ้อมมาแน่ๆ” ซึ่งก็ไม่ผิดจากการคาดการณ์เลย เพราะเมื่อพูดคุยกัน มาลัยก็เล่าให้ฟังว่า
 “หนูท้องได้ 6 เดือน เขาก็เริ่มทำร้ายหนูอยู่ตลอด เพราะเขาหาว่าหนูมีชู้...ที่เขาต่อยจนเป็นแบบนี้คือเขาต่อย...ต่อย และต่อย...เพื่อให้หนูยอมรับว่าหนูมีชู้...แต่หนูไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ก็เลยไม่ยอมรับ เขาก็ต่อยไม่หยุด หนูก็ได้แต่ปัดป้อง เพราะกลัว และก็สู้เขาไม่ได้ ลูกก็เข้ามาห้ามและคงโดนลูกหลงเข้าไปด้วยพอลูกร้องว่า พ่อโดนหนู...หนูเจ็บ เขาก็เลยหยุด”
มาลัย เล่าว่า เธอแต่งงาน โดยจดทะเบียนสมรส กับนาย “สามารถ” ซึ่งมีอายุมากกว่าเธอเป็นสิบปี เขามีอาชีพ รับจ้างทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง มาลัยใช้ชีวิตคู่กับนายสามารถมาได้กว่าสิบปีแล้ว ภูมิหลังของนาย สามารถนั้น เขาเป็นคนอีสาน เคยมีครอบครัวและมีลูกติด 1 คน ก่อนที่จะมาสร้างครอบครัวกับมาลัย ส่วนมาลัยนั้นก่อนที่จะมาพบกับนายสามารถ เธอก็เป็นสาวชาวใต้ ที่ยังไม่เคยแต่งงานหรืออยู่กินกับใครมาก่อน ครอบครัวของมาลัยนั้น มีเพียงลุงกับลูกๆของลุงเป็นญาติสนิท เพราะพ่อแม่ของมาลัยได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ช่วงวัยเด็กที่ไม่มีคนดูแลมาลัยยังเคยเข้าอยู่สถานสงเคราะห์ที่ดูแลเด็กกำพร้าจนกระทั่งเรียนจบปวช. แล้วจึงออกมาทำงานและพักอาสัยอยู่กับลุง มาลัยได้พบกับนายสามารถ เพราะว่านายสามารถเป็นเพื่อนกับลูกของลุง ซึ่งเขาก็บอกกันว่า นายสามารถเป็นคนดีขยันทำมาหากิน มาลัยจึงตกลงคบหาเป็นแฟน ต่อมาจึงตกลงแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับเขา             ชีวิตครอบครัวของมาลัยก็มีความสุขดี นายสามารถก็ขยันทำมาหากินและรับผิดชอบครอบครัวดี ช่วงที่ยังไม่ท้องลูกคนแรก มาลัยก็ทำงานรับจ้างที่บริษัทเดียวกันกับสามี พอท้องใกล้คลอดก็ลาออกจากงาน แต่แล้ววันหนึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกก็เกิดขึ้นกับจิตใจของมาลัย เพราะมีผู้หญิงโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของนายสามารถ...มาลัยบอกว่า
“เมียเก่าของเขาโทรมา แล้วบอกว่า ...นี่เมียของสามารถนะอยากจะคุยกับสามารถเรียกเขามารับโทรศัพท์หน่อยซิ...หนูก็ตกใจอึ้งพูดอะไรไม่ออกก็เลยไปเรียกพี่เขามารับโทรศัพท์ พี่เขาก็ตกใจแต่ก็เดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่อื่น”
หลังจากนายสามารถคุยโทรศัพท์กับเมียของเขาแล้ว มาลัยก็ขอเคลียร์ แต่สนายสามารถ ก็บอกกับมาลัยอย่างหน้าตาเฉยว่า “ก็ไม่ต้องทำอะไรก็อยู่กันไปแบบนี้แหล่ะ” มาลัยฟังแล้วก็รู้ว่า นายสามารถนี่เห็นแก่ตัวชัดๆ ถ้ารู้ความจริงก่อนที่จะจดทะเบียนสมรส ก่อนที่จะท้อง เธอจะเลิกกับเขาแน่นอน แต่มารู้เอาป่านนี้แล้ว มีลูกกับเขาแล้ว ถ้าเลิกกันลูกก็ต้องไม่มีพ่อ มาลัยจึงอดทนและทำใจกับเรื่องนี้...เธอพยายามทำอย่างที่นายสามารถบอกว่า...”อยู่กันไปอย่างนี้แหล่ะ”...แม้เหมือนมาลัยจะทำใจได้แต่ก็เหมือนมีคลื่นใต้น้ำซุกซ่อนอยู่ตลอดเวลา ชีวิตคู่ของเธอกับนายสามารถก็เริ่มระหองระแหงมีปากเสียงกันมากกว่าแต่ก่อน           จนกระทั่งมาลัยคลอดลูกและเลี้ยงลูกด้วยตนเองจนลูกสาวอายุ 2 ขวบ มาลัยจึงจ้างคนเลี้ยงลูก และเธอกลับไปทำงานรับจ้างบริษัทดียวกันกับที่นายสามารถทำอยู่เช่นกัน
ความรุนแรงในครอบครัวก็เริ่มขึ้นนับจากนี้ เพราะหน้าที่การงานของมาลัยนั้นอยู่ในตำแหน่งที่มีลูกน้องเป็นผู้ชายและการทำงานก็ต้องมีติดต่อประสานงานกับผู้ชายบ้าง แต่นายสามารถไม่เข้าใจกลับหึงหวงมาลัยมากขึ้นๆทุกวัน...การกล่าวหา ด่าทอต่อว่า...ว่ามาลัยจะนอกใจก็มีมากขึ้นทั้งที่นายสามารถก็ไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ หรือเสพสารเสพติด แต่ก็ขี้หึงมาก โดยเขามักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า “กูมันแก่แล้วก็คงอยู่ไม่นาน...ก็คงอยากได้กับไอ้หนุ่มๆพวกนั้น”
ระดับความรุนแรงของปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัวของมาลัยเริ่มเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนายสามารถมีงานที่ต้องออกต่างจังหวัดบ่อยๆระดับความหึงหวงก็พุ่งสูงมากขึ้น จากมีปากเสียง เป็นใช้กำลัง ตบดี อยู่ 2-3 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งมาลัยไม่กล้าสู้เขาเลย จนแม้กระทั่งมาลัยตั้งท้องลูกคนที่อยู่ในท้อง ได้ 6 เดือน นายสามารถก็ยังตบตีมาบลัย ด้วยเรื่องเดิมๆ หึงหวงหาว่าจะไปมีชู้ จนครั้งสุดท้ายที่รุนแรงที่สุด นายสามารถกล่าวหาว่ามาลัยขับรถออกไปหาชู้ เขาก็ลงมือต่อยให้มาลัยรับว่ามีชู้ ซ้ำยังกล่าวหาว่า ลูกในท้องไม่ใช่ของตน เพื่อนบ้านที่ได้ยินว่าครอบครัวมาลัยทะเลาะตบตีกันก็ไม่มีใครมาช่วยเหลือเลย ถ้าลูกสาวไม่เข้ามาห้ามไว้ก็ไม่ทราบว่ามาลัยจะโดนนายสามารถทำอะไรรุนแรงไปมากกว่านี้หรือไม่...หลังจากเกิดเหตุ มาลัยจึงไปปรึกษากับหัวหน้างานของตน เขาจึงได้ค้นหาสถานที่ช่วยเหลือในอินเตอร์เน็ต และพบสถานที่ช่วยเหลือผู้หญิง นั่นก็คือบ้านพักฉุกเฉิน มาลัยจึงรีบพาลูกสาวเข้ามาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉิน มาลัยบอกกับเราด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอว่า...“หนูไม่ได้กินยาคุม ไม่ได้ใช้ถุงยาง เพื่อป้องกันการท้องเลย เพราะทีแรกลูกคนนี้ก็เกิดจากความพร้อม...หนูก็ไม่รู้ตัวว่าหนูจะกลายมาเป็นท้องไม่พร้อม”
ตอนนี้มาลัยท้องได้ 7 เดือนกว่าแล้ว ส่วนลูกสาวอายุ 3 ขวบ ก็เป็นเด็กฉลาดช่างคุยเข้าใจเหตุผลของแม่ดี มีถามถึงพ่อบ้าง  มาลัยจึงให้ลูกคุยโทรศัพท์กับพ่อของเขา...นายสามารถยังคงสถานะความเป็นพ่อของลูก...แต่สำหรับเมาลัย...การเป็นสามีภรรยากับนายสามารถได้จบลงแล้ว ระหว่างที่ชีวิตประสบกับปัญหาคลื่นลูกใหญ่ถาโถม...มาลัยพักรอคลอดอยู่บ้านพักฉุกเฉินเธอใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียนปักผ้าด้วยมือเธอบอกว่า...รู้สึกดีและหายเครียด...เมื่อคลอดลูกแล้วเธอวางแผนว่าจะเลี้ยงและให้นมลูกด้วยตนเองสักระยะแล้วเธอจะฝากเลี้ยงลูกเพื่อออกไปทำงานภายนอก 
.......................................................................................................................................
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org  Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org

เรื่อง โดย ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน:จิตรา นวลละออง

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558

เมื่อผู้หญิงรู้ว่าท้องทั้งที่ยังไม่พร้อม...จะทำอย่างไร?...

เมื่อผู้หญิงรู้ว่าท้องทั้งที่ยังไม่พร้อม...จะทำอย่างไร?...

ากการสำรวจข้อมูลผู้หญิงที่ประสบปัญหา ท้องไม่พร้อม ซึ่งพักพิงเพื่อรอคลอดและพักฟื้นหลังคลอดในบ้านพักฉุกเฉิน ตั้งแต่ช่วงเดือน มิถุนายน-สิงหาคม 2554 จำนวน 20 ราย พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า...ผู้หญิงจำนวน 14 ราย เมื่อแรกที่รู้ว่าท้องพวกเธอเหล่านั้นคิดถึงการทำแท้งเป็นสิ่งแรก

       ในจำนวนผู้หญิงที่คิดทำแท้ง 14 ราย นั้น มี ผู้ที่ตัดสินใจและได้ลงมือทำจำนวน 9 ราย เมื่อแยกตามวิธีการทำแท้งแล้วจะพบว่าในเบื้องต้นผู้หญิงจะใช้วิธีการจัดการ ด้วยตนเองคือ การกินยาตรางูผสมเหล้าขาว การกินยาบำรุงเลือดจำพวกยาสตรีต่างๆแต่หากไม่สำเร็จจะใช้วิธีการไปหาแหล่งทำ แท้งภายนอก ดังจะเห็นได้ว่ามีผู้หญิงหลายคนที่ไม่ได้ใช้วิธีการทำแท้งเพียงแค่วิธีเดียว เมื่อทดลองวิธีแรกไม่สำเร็จ ก็จะลองทำอีกหลายวิธี และจะไปจบลงที่คลินิกทำแท้งแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากสาเหตุหลักคือ ไม่มีเงิน เพราะเมื่ออายุครรภ์มากขึ้นก็จะต้องเพิ่มเงินในการทำมากขึ้นไปอีก นอกจากนี้มีผู้หญิง 3 ใน 10 ราย ที่ตรงไปหาสถานที่ทำแท้งโดยที่ไม่ใช้วิธีการอื่นๆร่วมด้วยเลย รวมทั้งยังมีผู้หญิงอีก 1 ราย ที่คิดว่าการทำงานหนัก ไม่ฝากครรภ์และไม่บำรุงครรภ์ก็จะช่วยให้เธอแท้งลูกไปได้เอง

       มีผู้หญิงเพียง 6 รายเท่านั้นที่บอกว่า “ถึง แม้เธอจะท้องไม่พร้อม ก็ไม่คิดทำแท้ง” ซึ่งในจำนวน 6 รายนี้ มีผู้หญิงซึ่งโชคร้าย 2 ราย ที่ไม่ต้องการทำแท้งแต่มีเหตุจำเป็นที่ต้องทำ รายแรกนั้นถูกบังคับจากสามีและภรรยาหลวงโดยให้คนพาไปคลินิกทำแท้งแต่ไม่ สามารถทำได้เนื่องจากอายุครรภ์เธอผ่านพ้น 4 เดือนไปแล้ว เมื่อกลับมาภรรยาหลวงของสามีจึงหายาตรางูมาผสมเหล้าขาวให้เธอทานแต่ก็ไม่มี อะไรเกิดขึ้นนอกจากอาการร้อนวูบวาบในท้องหลังทานยาเท่านั้น ส่วนอีก 1 รายแพทย์มีความเห็นว่าเธอควรยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากปัญหาสุขภาพซึ่งเธอ เองมีโรคประจำตัวอยู่แล้วและยังได้รับเชื้อโรคร้าย คือ เชื้อเอช ไอ วี มาจากสามีจึงทำให้เธอไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้อย่างที่ต้องการ 

 

ผู้หญิงที่คิดทำแท้งและได้ลงมือทำจำนวน 9 ราย
วิธีการ
จำนวน(ราย)
1.กินยาบำรุงเลือดสตรี(ยาสตรีเบนโล,ยาสตรีเพ็ญภาค)
2  ราย
2.กินยาตรางู ผสมเหล้าขาว
1  ราย
3.ไปคลิกนิคทำแท้งเถื่อน
3  ราย
4.กินยาบำรุงเลือดสตรี(ยาสตรีเบนโล,ยาสตรีเพ็ญภาค)กินยายาตรางู ผสมเหล้าขาวและไปคลินิกทำแท้งเถื่อน
1 ราย
5.กินยาผสมเหล้าขาว(ยาตรางู /ยาช้างแรด)และไปคลินิกทำแท้งเถื่อน
1  ราย
6.ไม่บำรุงครรภ์ ไม่ฝากครรภ์และทำงานหนัก คิดว่าจะให้แท้งเอง
1  ราย
รวม
9 ราย
ผู้หญิงที่มีความจำป็นและถูกบังคับ ให้ต้องทำแท้งจำนวน 2 ราย
วิธีการ
จำนวน(ราย)
1.ไปคลินิกทำแท้งเถื่อน และกินยตรางูผสมเหล้าขาว
1ราย
2.แพทย์วินิจฉัย ทำการยุติการตั้งครรภ์เนื่องจากมีโรคประจำตัวทาลัสซีเมีย เบาหวานและติดเชื้อ เอช ไอ วี
1ราย
รวม
2 ราย

อะไรเป็นปัจจัยให้พวกเธอตัดสินใจเช่นนั้น
      
 สาเหตุหลักที่บีบให้ผู้หญิงที่ท้องไม่พร้อมต้องคิดหาทางออกด้วยการทำ แท้งทั้งๆที่พวกเธอทั้ง 14 คนนั้นต่างนับถือศาสนาพุทธ และมีความเชื่อเรื่องบาป-บุญ ว่าการทำแท้งนั้นจะทำให้ชีวิตคนเราตกต่ำและทำมาหากินไม่เจริญ แต่พวกเธอก็ยังคิดถึงการทำแท้ง เพื่อเป็นทางออกของปัญหาทั้งที่ในชีวิตแทบไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลย...นั่นเป็น เพราะ...
  • แฟน/สามีปฎิเสธความรับผิดชอบและขาดการติดต่อ 11 ราย
  • สามีเปลี่ยนไปทั้ง เสพยาบ้าและทุบตีทำร้ายร่างกาย 2 ราย
  • ความสัมพันธ์แบบไม่จริงจัง 1 ราย(หลังจากเลิกคบหากับแฟนเพราะเบื่อๆกันไปและต่างไปมีแฟนใหม่ จึงรู้ว่าท้อง)

พวกเธอรู้และเข้าถึงช่องทางในการทำแท้งได้อย่างไร?
       “เมื่อรวมผู้หญิงที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมกลุ่มที่มีความคิดต้องการ ทำแท้ง และลงมือทำ จำนวน 9 ราย กับกลุ่มที่ไม่มีความคิดทำแท้งแต่มีความจำเป็นบังคับจำนวน 2 ราย จะพบว่ามีผู้หญิงที่ทำแท้งทั้งหมด 11 รายโดยช่องทางการเข้าถึงอันดับแรกคือมาจากเพื่อนแนะนำ รองลงไปก็จะเป็นญาติ สามีและภรรยาหลวงของสามี จากสถานที่สาธารณะ และการวินิจฉัยทางการแพทย์ อย่างละ 1 ราย ซึ่งในกรณีจากสถานที่สาธารณะที่สามารถพบเห็นเบอร์โทรศัพท์ที่ติดอยู่ตามรถ โดยสารสองแถวนั้นเป็นช่องทางที่ค่อนข้างเปิดเผยอย่างมากในสังคมไทย สังคมที่การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฏหมาย และเป็นสังคมที่เราเชื่อกันว่าเราเป็นชาวพุทธ

ช่องทางการเข้าถึงวิธีการทำแท้ง
จำนวน(ราย)
1.เพื่อนแนะนำ
6 ราย
2.ด้วยตนเอง
1 ราย
3.ญาติแนะนำและพาไป
1 ราย
4.สามีและภรรยาหลวงของสามี
1 ราย
5.สถานที่สาธารณะ(พบเห็นเบอร์โทรศัพท์คลินิกวางแผนครอบครัวติดอยู่ที่รถโดยสารสองแถวจึงเสี่ยงโทรสอบถาม)
1 ราย
6.การวินิจฉัยทางการแพทย์ เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ
1 ราย
รวม
11 ราย

เสียงสะท้อนจากผู้หญิงที่เคยท้องไม่พร้อม... ผู้หญิง ที่ประสบปัญหาท้องไม่พร้อมที่อยู่ในบ้านพักฉุกเฉินส่วนหนึ่งได้สะท้อนถึง ความคิดเห็น มุมมอง และความต้องการของตนเองในประเด็นต่างๆดังนี้

ประเด็นการทำแท้ง
“ในความรู้สึกของหนูเด็กไม่รู้เรื่องด้วย ถ้าจะโทษ...โทษแม่ดีกว่า การทำแท้งมันบาป ทำอะไรก็ไม่เจริญ” “ตอนที่คิดทำแท้งมันเป็นอารมณ์ ที่ไม่รู้จะทำยังไงแฟนเขาก็ไม่รับ ท้องก็โต...แต่มาถึงวันนี้คลอดลูกแล้วก็ดีใจที่ตอนนั้นไม่มีเงินทำ” “ตอนแรกที่รู้ว่าท้อง บอกกับแฟนเขาก็เฉยๆ แถมเขายังกินเหล้าและไปติดผู้หญิงอื่นซ้ำยังทำร้ายร่างกายเราด้วย ตัวเองก็กลัวว่าถ้าแฟนทิ้งจะเลี้ยงลูกคนเดียวไม่ไหว เพราะต้องเลี้ยงลูกคนโตอีก ไม่มีเงินไปทำแท้งก็เลยไม่สนใจดูแลตนเอง ไม่บำรุง ไม่ไปหาหมอไม่ฝากท้อง ทำงานหนัก คิดว่าอาจจะแท้งไปเอง ตอนนี้สิ่งที่อยากบอกกับผู้หญิงหรือน้องๆที่ท้องไม่พร้อมว่ามาอยู่บ้านพัก ฉุกเฉินดีกว่าการไปทำแท้ง และตนเองไม่เสียใจเลยที่มีลูกคนนี้” “ตอนที่หนูคิดทำแท้งนอนไม่หลับเลยและเด็กถีบแรงมาก อาจเกิดจากความเครียด ไม่มีหนทาง แต่พอรู้ว่ามีสถานที่ช่วยเหลือคือบ้านพักฉุกเฉิน ก็ดีขึ้น เริ่มมีทางออก จึงไปทำบุญให้ลูกเพื่อให้ลูกอโหสิให้” “แฟนเลี่ยงไม่รับผิดชอบ หนูเลยคิดจะไปทำแท้ง จะบอกให้พ่อแม่รู้ก็กลัวแต่พอคิดไปก็สงสารลูกเลยไม่ทำ แต่หนูก็เห็นใจผู้หญิงที่ไปทำนะ เพราะปัญหาของคนเราไม่เหมือนกัน” “ตัดสินใจทำไปแล้วก็เสียใจ กลัวลูกพิการ กลัวลูกออกมาไม่สมบูรณ์ ถ้าย้อนกลับไปได้ในวันนั้นจะไม่เลือกทำแท้งคิดว่าการมีลูก 1 คน มีความสุขเหมือนเป็นของขวัญให้กับชีวิตและได้เรียนรู้อะไรอีกมากมาย ถ้าหนูไม่ท้องลูกคนนี้ก็ไม่รู้ว่าหนูจะเป็นยังไงอาจจะทำตัวแย่ๆเหมือนเดิม” “มันมีเหตุผลหลายอย่าง ทั้งเรื่องงาน เงิน พ่อแม่ ครอบครัว ตอนนั้นที่คิดไปทำเพราะยังไม่รู้จักบ้านพักฉูกเฉิน ถ้ารู้ก็คงไม่ทำ” “ตอนที่คิดทำ ท้องได้ 3 เดือนแฟนเขาไม่ยอมรับว่าเป็นลูกเขาๆว่าเราทำงานร้านอาหาร...พอหนูทำไปแล้วก็ รู้สึกว่าตัวเองผิด เพราะว่าเด็กเขาไม่รู้เรื่อง แต่ว่าเราไม่มีทางเลือก ตอนนี้คลอดลูกแล้วก็อยากบอกกับแฟนว่าเนี่ยลูกเขา อยากให้เขารับรู้ว่าเขาเป็นพ่อ” “ตอนรู้ทีแรกว่าท้อง 3 เดือนทุกคนในบ้านก็ต่างดีใจแต่พอหนูท้องได้ 5 เดือนสามีก็เปลี่ยนไป ไม่ทำงานเอาแต่เสพยาบ้า บอกให้เลิกก็ไม่เลิกพอไม่มีเงินก็มาบังคับเอากับเราพอเราไม่ให้ก็ทำร้าย ก็เลยอยากทำแท้งจะได้เลิกกับเขา ไม่อยากทนอยู่แล้ว ขนาดตอนท้องเขายังทำร้ายเลย บางทีก็คิดอยากตาย ไม่อยากอยู่แล้ว ช่วงนั้นเรื่องบาปกรรมไม่คิดแล้วเพราะมันเครียดมาก พอทำแล้วเขาไม่ออก อีกใจก็เลยมาคิดว่าเขาคงอยากมาอยู่กับเรา”

และสุดท้ายฝากบอกผู้ชายว่า ตอนที่เราท้องก็ไม่เอาปฏิเสธ...จนเราจะไปทำแท้งพอเราคลอดลูก แล้วมาบอกว่าจะเอาลูกไม่เอาเรา...แล้วเราอุ้มท้องของเรามาตั้ง 9 เดือน รับปัญหาทุกอย่างมาคนเดียวสุดท้ายจะมาเอาลูกเราไป...ใครจะยอม...เห็นแก่ตัว “ผู้หญิงน่ะเขาไม่ได้ต้องการอะไรจากผู้ชายมากมาย ไม่ได้ต้องการเงินทอง หรือต้องมาเลี้ยงดู ไม่ต้องมาดูแลอะไร ขอแค่มาแสดงตัวว่าเป็นพ่อ ร่วมกันรับผิดชอบ ว่าเป็นพ่อแม่เด็ก แล้วหลังจากนั้นจะแยกกันไปก็ไม่เป็นไร...คำว่าท้องไม่มีพ่อเนี่ยมันเจ็บปวดนะสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง...”

ข้อมูล ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ที่ปรึกษา ดร.เมทีนี พงษ์เวช 
ผู้เขียนและภาพ  จิตรา นวลละออง

ชีวิตใหม่

  ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...