วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ต่อยให้รับว่า...เธอมีชู้

ต่อยให้รับว่า...เธอมีชู้

Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ


ภาพผู้หญิงอุ้มท้อง สะพายกระเป๋าพะรุงพะรัง มือของเธอก็จะเกาะเกี่ยวกับลูกน้อยที่เดินตามแม่มาต้อยๆพร้อมทั้งพูดคุยตั้งคำถามกับผู้เป็นแม่อย่างเจื้อยแจ้ว...ทั้งสองมุ่งหน้ามาสู่ที่พักพิงหลังใหม่คือบ้านพักฉุกเฉิน...ภาพที่เห็นไม่ใช่ภาพแปลกใหม่สำหรับคนทำงานที่นี่ แต่ก็ไม่อาจชาชินกับภาพที่สะท้อนปัญหาชีวิตของผู้หญิงและเด็กในสังคมไทย...
ผู้หญิงท้องคนดังกล่าวที่จับจูงลูกสาววัย 3 ขวบ เดินเข้ามาที่บ้านพักฉุกเฉินในวันนั้น เธอมีชื่อว่า “มาลัย” เธอมีอายุอยู่ในช่วง วัย 30 ต้นๆ...ภาพแรกที่เราพบเห็น มาลัย ในระยะใกล้ ด้วยหลักฐานที่อยู่เต็มใบหน้าและร่างกายของมาลัยก็ฟ้องในตัวปัญหาของมาลัยได้ดีอย่างทันทีเลยว่า มาลัยต้องถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างแน่นอน...รอบดวงตาของมาลัยเต็มไปด้วยร่องรอยเขียวช้ำจนคล้ำ ดวงตาแดงก่ำ เพราะเส้นเลือดฝอยในตาแตก ตามหลังไหล่แขนก็มีร่องรอยเขียวช้ำเช่นเดียวกัน....เราตั้งสมมติฐานแรกด้วยประสบการณ์ของคนทำงานบ้านพักฉุกเฉิน ร้อยละ 80 ถ้าผู้หญิงท้องถูกคนทำร้ายร่างกาย ผู้กระทำก็มักจะเป็นสามี ดังนั้นยังไม่ได้เอ่ยปากถามกับมาลัยแต่ในใจก็คิดแล้วว่า “มาลัยต้องโดนสามีซ้อมมาแน่ๆ” ซึ่งก็ไม่ผิดจากการคาดการณ์เลย เพราะเมื่อพูดคุยกัน มาลัยก็เล่าให้ฟังว่า
 “หนูท้องได้ 6 เดือน เขาก็เริ่มทำร้ายหนูอยู่ตลอด เพราะเขาหาว่าหนูมีชู้...ที่เขาต่อยจนเป็นแบบนี้คือเขาต่อย...ต่อย และต่อย...เพื่อให้หนูยอมรับว่าหนูมีชู้...แต่หนูไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า ก็เลยไม่ยอมรับ เขาก็ต่อยไม่หยุด หนูก็ได้แต่ปัดป้อง เพราะกลัว และก็สู้เขาไม่ได้ ลูกก็เข้ามาห้ามและคงโดนลูกหลงเข้าไปด้วยพอลูกร้องว่า พ่อโดนหนู...หนูเจ็บ เขาก็เลยหยุด”
มาลัย เล่าว่า เธอแต่งงาน โดยจดทะเบียนสมรส กับนาย “สามารถ” ซึ่งมีอายุมากกว่าเธอเป็นสิบปี เขามีอาชีพ รับจ้างทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่ง มาลัยใช้ชีวิตคู่กับนายสามารถมาได้กว่าสิบปีแล้ว ภูมิหลังของนาย สามารถนั้น เขาเป็นคนอีสาน เคยมีครอบครัวและมีลูกติด 1 คน ก่อนที่จะมาสร้างครอบครัวกับมาลัย ส่วนมาลัยนั้นก่อนที่จะมาพบกับนายสามารถ เธอก็เป็นสาวชาวใต้ ที่ยังไม่เคยแต่งงานหรืออยู่กินกับใครมาก่อน ครอบครัวของมาลัยนั้น มีเพียงลุงกับลูกๆของลุงเป็นญาติสนิท เพราะพ่อแม่ของมาลัยได้เสียชีวิตไปนานแล้ว ช่วงวัยเด็กที่ไม่มีคนดูแลมาลัยยังเคยเข้าอยู่สถานสงเคราะห์ที่ดูแลเด็กกำพร้าจนกระทั่งเรียนจบปวช. แล้วจึงออกมาทำงานและพักอาสัยอยู่กับลุง มาลัยได้พบกับนายสามารถ เพราะว่านายสามารถเป็นเพื่อนกับลูกของลุง ซึ่งเขาก็บอกกันว่า นายสามารถเป็นคนดีขยันทำมาหากิน มาลัยจึงตกลงคบหาเป็นแฟน ต่อมาจึงตกลงแต่งงานจดทะเบียนสมรสกับเขา             ชีวิตครอบครัวของมาลัยก็มีความสุขดี นายสามารถก็ขยันทำมาหากินและรับผิดชอบครอบครัวดี ช่วงที่ยังไม่ท้องลูกคนแรก มาลัยก็ทำงานรับจ้างที่บริษัทเดียวกันกับสามี พอท้องใกล้คลอดก็ลาออกจากงาน แต่แล้ววันหนึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งแรกก็เกิดขึ้นกับจิตใจของมาลัย เพราะมีผู้หญิงโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของนายสามารถ...มาลัยบอกว่า
“เมียเก่าของเขาโทรมา แล้วบอกว่า ...นี่เมียของสามารถนะอยากจะคุยกับสามารถเรียกเขามารับโทรศัพท์หน่อยซิ...หนูก็ตกใจอึ้งพูดอะไรไม่ออกก็เลยไปเรียกพี่เขามารับโทรศัพท์ พี่เขาก็ตกใจแต่ก็เดินออกไปคุยโทรศัพท์ที่อื่น”
หลังจากนายสามารถคุยโทรศัพท์กับเมียของเขาแล้ว มาลัยก็ขอเคลียร์ แต่สนายสามารถ ก็บอกกับมาลัยอย่างหน้าตาเฉยว่า “ก็ไม่ต้องทำอะไรก็อยู่กันไปแบบนี้แหล่ะ” มาลัยฟังแล้วก็รู้ว่า นายสามารถนี่เห็นแก่ตัวชัดๆ ถ้ารู้ความจริงก่อนที่จะจดทะเบียนสมรส ก่อนที่จะท้อง เธอจะเลิกกับเขาแน่นอน แต่มารู้เอาป่านนี้แล้ว มีลูกกับเขาแล้ว ถ้าเลิกกันลูกก็ต้องไม่มีพ่อ มาลัยจึงอดทนและทำใจกับเรื่องนี้...เธอพยายามทำอย่างที่นายสามารถบอกว่า...”อยู่กันไปอย่างนี้แหล่ะ”...แม้เหมือนมาลัยจะทำใจได้แต่ก็เหมือนมีคลื่นใต้น้ำซุกซ่อนอยู่ตลอดเวลา ชีวิตคู่ของเธอกับนายสามารถก็เริ่มระหองระแหงมีปากเสียงกันมากกว่าแต่ก่อน           จนกระทั่งมาลัยคลอดลูกและเลี้ยงลูกด้วยตนเองจนลูกสาวอายุ 2 ขวบ มาลัยจึงจ้างคนเลี้ยงลูก และเธอกลับไปทำงานรับจ้างบริษัทดียวกันกับที่นายสามารถทำอยู่เช่นกัน
ความรุนแรงในครอบครัวก็เริ่มขึ้นนับจากนี้ เพราะหน้าที่การงานของมาลัยนั้นอยู่ในตำแหน่งที่มีลูกน้องเป็นผู้ชายและการทำงานก็ต้องมีติดต่อประสานงานกับผู้ชายบ้าง แต่นายสามารถไม่เข้าใจกลับหึงหวงมาลัยมากขึ้นๆทุกวัน...การกล่าวหา ด่าทอต่อว่า...ว่ามาลัยจะนอกใจก็มีมากขึ้นทั้งที่นายสามารถก็ไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ หรือเสพสารเสพติด แต่ก็ขี้หึงมาก โดยเขามักจะพูดอยู่บ่อยๆว่า “กูมันแก่แล้วก็คงอยู่ไม่นาน...ก็คงอยากได้กับไอ้หนุ่มๆพวกนั้น”
ระดับความรุนแรงของปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัวของมาลัยเริ่มเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนายสามารถมีงานที่ต้องออกต่างจังหวัดบ่อยๆระดับความหึงหวงก็พุ่งสูงมากขึ้น จากมีปากเสียง เป็นใช้กำลัง ตบดี อยู่ 2-3 ครั้ง ซึ่งทุกครั้งมาลัยไม่กล้าสู้เขาเลย จนแม้กระทั่งมาลัยตั้งท้องลูกคนที่อยู่ในท้อง ได้ 6 เดือน นายสามารถก็ยังตบตีมาบลัย ด้วยเรื่องเดิมๆ หึงหวงหาว่าจะไปมีชู้ จนครั้งสุดท้ายที่รุนแรงที่สุด นายสามารถกล่าวหาว่ามาลัยขับรถออกไปหาชู้ เขาก็ลงมือต่อยให้มาลัยรับว่ามีชู้ ซ้ำยังกล่าวหาว่า ลูกในท้องไม่ใช่ของตน เพื่อนบ้านที่ได้ยินว่าครอบครัวมาลัยทะเลาะตบตีกันก็ไม่มีใครมาช่วยเหลือเลย ถ้าลูกสาวไม่เข้ามาห้ามไว้ก็ไม่ทราบว่ามาลัยจะโดนนายสามารถทำอะไรรุนแรงไปมากกว่านี้หรือไม่...หลังจากเกิดเหตุ มาลัยจึงไปปรึกษากับหัวหน้างานของตน เขาจึงได้ค้นหาสถานที่ช่วยเหลือในอินเตอร์เน็ต และพบสถานที่ช่วยเหลือผู้หญิง นั่นก็คือบ้านพักฉุกเฉิน มาลัยจึงรีบพาลูกสาวเข้ามาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉิน มาลัยบอกกับเราด้วยเสียงสั่นเครือและน้ำตาคลอว่า...“หนูไม่ได้กินยาคุม ไม่ได้ใช้ถุงยาง เพื่อป้องกันการท้องเลย เพราะทีแรกลูกคนนี้ก็เกิดจากความพร้อม...หนูก็ไม่รู้ตัวว่าหนูจะกลายมาเป็นท้องไม่พร้อม”
ตอนนี้มาลัยท้องได้ 7 เดือนกว่าแล้ว ส่วนลูกสาวอายุ 3 ขวบ ก็เป็นเด็กฉลาดช่างคุยเข้าใจเหตุผลของแม่ดี มีถามถึงพ่อบ้าง  มาลัยจึงให้ลูกคุยโทรศัพท์กับพ่อของเขา...นายสามารถยังคงสถานะความเป็นพ่อของลูก...แต่สำหรับเมาลัย...การเป็นสามีภรรยากับนายสามารถได้จบลงแล้ว ระหว่างที่ชีวิตประสบกับปัญหาคลื่นลูกใหญ่ถาโถม...มาลัยพักรอคลอดอยู่บ้านพักฉุกเฉินเธอใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียนปักผ้าด้วยมือเธอบอกว่า...รู้สึกดีและหายเครียด...เมื่อคลอดลูกแล้วเธอวางแผนว่าจะเลี้ยงและให้นมลูกด้วยตนเองสักระยะแล้วเธอจะฝากเลี้ยงลูกเพื่อออกไปทำงานภายนอก 
.......................................................................................................................................
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org  Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org

เรื่อง โดย ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน:จิตรา นวลละออง

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ดวงจันทร์ผู้ไกลบ้าน


ดวงจันทร์ผู้ไกลบ้าน


Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
“ดวงจันทร์” หรือ “จันทร์” หญิงสาวร่างเล็ก ผิวคล้ำ ผมยาวหยักศก ผู้มีจุดเด่นตรงดวงตาสุกใสที่มาพร้อมกับรอยยิ้มอันสว่างสไว  แม้จันทร์ยังไม่เอ่ยปากเล่าความเป็นมาหรือเป็นไปของเธอแต่ด้วยขนาดของหน้าท้องที่นูนเด่นออกมาก็ไม่ยากเลยที่จะทำให้เรารู้ว่าในท้องของจันทร์กำลังมีชีวิตใหม่ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาและอีกไม่นานก็จะได้ลืมตาขึ้นมาดูโลกใบนี้    
          

จันทร์ คือ หญิงสาวชาวกัมพูชา ที่มีอายุล่วงเข้าสู่วัยเบญจเพศ และเป็นระยะเวลากว่า 3 ปีแล้ว ที่จันทร์ได้มาใช้ชีวิตอยู่ต่างบ้านต่างเมืองจนทำให้จันทร์สามารถฟังและพูดภาษาไทยได้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว

จันทร์เล่าถึงครอบครัวของเธอที่กัมพูชา ว่า เธอเป็นลูกคนโตในจำนวนบรรดาพี่น้องทั้งหมดสี่คน จันทร์เรียนจบชั้น5 ซึ่งหากเทียบกับระบบการศึกษาของไทยก็ไม่ทราบได้ว่าจันทร์เรียนจบในระดับใด  พ่อของจันทร์เป็นทหารชาวกัมพูชา ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ส่วนแม่เป็นชาวเวียดนาม หลังจากพ่อเสียชีวิตแม่ไม่ได้แต่งงานใหม่ และไม่ได้ประกอบอาชีพอะไร แม่มีรายได้เลี้ยงชีพด้วยเงินเดือนทหารของพ่อ  

ก่อนหน้าที่จันทร์จะมาประเทศไทย เธอมักจะได้ฟัง เพื่อนๆและคนในหมู่บ้านที่เขาเดินทางมาทำงานรับจ้างที่ประเทศไทยแล้วกลับไปเยี่ยมบ้าน เล่าให้ฟังว่า มาทำงานที่ประเทศไทยมีงานให้ทำเยอะและได้เงินดี ได้ฟังแล้วจันทร์ก็อยากจะมาลองทำงานดูบ้าง  เมื่อจันทร์อายุได้ 22 ปี เธอจึงตัดสินใจตามเพื่อนๆ มาทำงานที่ประเทศไทย โดยผ่านเข้ามาทางด่านปอยเปต เธอบอกว่าตอนเข้ามาก็ไม่ได้ทำเอกสารอะไรเลย ก็เข้ามาแบบผ่านมาเฉยๆ

งานแรกในประเทศไทยของจันทร์ คือการรับจ้างเป็นแม่บ้าน ทำงานบ้านทุกอย่างให้กับ นายจ้างที่อยู่แถวลาดพร้าว นายจ้างให้ค่าตอบแทนแลกกับค่าเหนื่อยของเธอ 250 บาท ต่อวัน ช่วงแรกๆ จันทร์ยังต้องปรับตัวทั้งเรื่องคิดถึงบ้านที่ทำให้จันทร์ต้องร้องไห้แทบทุกวันเพราะเธอไม่เคยจากบ้านไปไหนมาก่อนเลยในชีวิต  และยังเรื่องภาษาที่จันทร์ฟังนายจ้างไม่รู้เรื่องทำให้นายจ้างหงุดหงิด ผ่านไปประมาณครึ่งปี จันทร์พอจะปรับตัวได้อาการคิดถึงบ้านพอจะทุเลาลง แต่ก็ยังฟังคำสั่งนายจ้างรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แม้นายจ้างจะอดทนและใจดีกับเธอ แต่การที่สื่อสารกันไม่รู้เรื่องก็ทำให้นายจ้างหัวเสียอยู่บ่อยๆ จนต้องไปรับลูกจ้างอีกคนซึ่งเป็นหญิงชาวกัมพูชาเช่นกันมาทำงาน แต่ว่าลูกจ้างคนใหม่เขาฟังและพูดภาษาไทยได้ดีกว่าจันทร์มาก ทำให้นายจ้างพอใจลูกจ้างคนใหม่มากกว่าจันทร์ แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุให้จันทร์ทะเลาะกับนายจ้างและลูกจ้างคนใหม่ ซึ่งลูกจ้างคนใหม่รีดผ้าของนายจ้างเสีย แต่ว่าเขามาโยนความผิดให้กับจันทร์ จันทร์ไม่ได้เป็นคนทำแต่ก็เถียงและแก้ตัวสู้เขาไม่ได้เพราะภาษาไทยของจันทร์ไม่แข็งแรง จันทร์จึงถูกนายจ้างต่อว่าอยู่คนเดียว จันทร์เสียใจและน้อยใจมาก เธอจึงขอลาออกจากงาน   หลังจากต้องออกจากบ้านนายจ้างจันทร์ได้ออกไปทำงานรับจ้างก่อสร้างกับเพื่อน โดยเธอพักที่แคมป์คนงาน ไม่ว่าแคมป์คนงานย้ายไปที่ไหนเธอก็ย้ายไปด้วย งานที่จันทร์ทำไม่ใช่งานแบกหาม เธอบอกว่าเธอมีหน้าที่ มัดเหล็ก นายจ้างจะให้ค่าแรง 250 บาท ต่อวัน  และภายหลังก็ขึ้นเงินให้เป็น 300 บาทต่อวัน  สภาพที่พักในแคมป์คนงานก็ไม่ได้สุขสบายนัก ที่พักล้อมและมุงด้วยสังกะสี อากาศก็ร้อนแสนร้อน แต่เธอและคนงานอื่นๆก็ต้องอดทน 

ทำงานได้ประมาณหนึ่งปี จันทร์ก็ได้พบรักกับ “นายฌุน” ชายหนุ่มชาวกัมพูชา วัย 26 ปี ซึ่งทำงานรับจ้างก่อสร้างเช่นเดียวกัน  ระหว่างที่คบหากันจันทร์ว่า เขาก็ดูเป็นคนดี แต่พอตกลงมีอะไรกันและอยู่ด้วยกันเขาก็ไม่ได้ดีอย่างที่คิด เมื่อในกลางดึกคืนหนึ่งจันทร์ก็ตื่นมาพบว่าสามีของตนกำลังเสพยาบ้าอยู่กับเพื่อนๆ  จันทร์บอกให้เขาเลิกเสพยา แต่เขาก็เลิกไม่ได้ เพื่อนเขาไปรับยามาขายต่อให้เขาสูบอยู่เรื่อยๆ จันทร์โกรธมากเธอจึงไล่ให้นายฌุนกลับประเทศ แต่เขาก็ไม่ไปสักที  แม้จันทร์จะเบื่อและอยากเลิกกับนายฌุนแต่ด้วยการที่ทำงานอยู่ที่เดียวกันการแยกทางกันก็ไม่ได้ง่ายนัก ดังนั้นการไม่พลาดท้องจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของจันทร์ จันทร์บอกว่า

“หนูกินยาคุมตลอด ยาคุมที่เป็นแผงๆ 28 เม็ด กินไม่เคยขาดไม่รู้ว่าท้องได้ไง พอประจำเดือนไม่มาหายไปตั้งเดือน ก็เลยบอกกับแฟน เขาก็บอกให้ไปซื้อที่ตรวจมาตรวจก็ ผลก็มีลูก มันขึ้น 2 ขีด หนูจะเอาออกเพราะหนูไม่อยากมี ไม่พร้อม แต่แฟนเขาดีใจเขาไม่ให้เอาออก ก็เลยท้องต่อ”

พอท้องโตขึ้นทำงานก็ไม่ได้ แฟนก็ยังเสพยาไม่เลิก จันทร์และนายฌุนก็มีปากเสียงทะเลาะกันเรื่อยๆ จนล่าสุด จันทร์จึงไล่เขากลับกัมพูชา ซึ่งนายฌุน ก็กลับกัมพูชาไปจริงๆโดยทอดทิ้งเธอที่ท้องโตไว้ที่ไซด์งานต่างจังหวัด จันทร์เล่าให้ฟังอย่างน้อยอกน้อยใจในตัวนายฌุนว่า

“ตอนที่ยังไม่ท้องไล่เขาเท่าไหร่เขาก็ไม่ไป พอท้องโตแล้วไล่ครั้งเดียวก็กลับไปเลย”

เมื่อนายฌุนทอดทิ้งกลับกัมพูชาไปแล้ว จันทร์ซึ่งท้องก็ใหญ่ ทำงานอะไรก็ไม่ได้ จึงโทรหาเพื่อน ให้เพื่อนมารับที่หมอชิต พอเจอกับเพื่อนเขาก็เอากระเป๋าของจันทร์ไปถือซึ่งในกระเป๋ามีเงินก้อนสุดท้ายที่ติดตัวจันทร์อยู่จำนวน3,000บาท เพื่อนบอกให้จันทร์นั่งรอ แล้วเพื่อนก็หายตัวไปและติดต่อไม่ได้อีกเลย จันทร์ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเดินไปหาแท็กซี่ คนขับรถแท็กซี่จึงช่วยเหลือด้วยการโทรไปปรึกษา จส.100 ทางนั้นจึงได้แนะนำและส่งให้จันทร์มาขอรับความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉิน ด้วยปัญหาไม่มีที่พักอาศัยระหว่างที่ตั้งครรภ์

จันทร์บอกว่า ได้ข่าวว่านายฌุนกลับมาประเทศไทยอีก เพราะเขาและพี่สาวของเขาพยายามโทรติดต่อกับจันทร์อยากจะให้จันทร์กลับไปคืนดีกัน แต่จันทร์ไม่อยากอยู่กับผู้ชายคนนี้อีกแล้ว ซึ่งหลังจากคลอดลูก จันทร์วางแผนไว้ว่า

“หนูจะอุ้มลูกกลับบ้าน หนูไม่อยากกลับมาทำงานที่ประเทศไทยอีกแล้ว และหนูก็จะไม่กลับไปคืนดีกับเขา ทุกวันนี้เขากับพี่สาวของเขาก็โทรมาหาตลอดเขาอยากรับผิดชอบ อยากมาหา เขาถามว่าอยู่ที่ไหน แต่หนูก็บอกว่าหนูอยู่ใกล้ๆเขมรนั่นแหล่ะ เขาก็ร้องไห้บอกสงสารลูก แต่หนูบอกว่าลูกของหนูๆ เลี้ยงเองได้ แต่ถ้าเขาจะขอมาเป็นแค่พ่อของลูกหนูก็ไม่ว่าอะไร ตอนนี้ก็ขอแค่ให้คลอดลูกเร็วๆ จะได้กลับบ้าน หนูคิดถึงบ้าน”

ปัจจุบันจันทร์ท้องได้ 8 เดือนกว่าแล้ว บ้านพักฉุกเฉินได้ช่วยเหลือคุ้มครองจันทร์ให้ได้มีที่พักอาศัย ระหว่างรอคลอดและได้ส่งจันทร์ไปรับการตรวจและฝากครรภ์ที่สถานพยาบาลแห่งหนึ่ง ทั้งยังได้ประสานกับหน่วยงานอื่นและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือในเรื่องการส่งตัวจันทร์และลูกกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยต่อไป
.............................................................................................................

หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว  ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่  สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ  บ้านพักฉุกเฉิน  501/1ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม.E-mail:admin@apsw-thailand.org 
ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์และหาทุน สมาคมฯ โทร.0 2929 2301-7 ต่อ 109,113 E-mail:donate@apsw-thailand.org หรือสามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซต์ สมาคม www.apsw-thailand.org

เรื่อง โดย ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน/ตรวจอักษร/ถ่ายภาพ/สัมภาษณ์:จิตรา นวลละออง

ชีวิตใหม่

  ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...