สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
วันพุธที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ร่วมบริจาคช่วยเหลือ แม่และเด็ก ให้มีโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ร่วมบริจาคช่วยเหลือ แม่และเด็ก ให้มีโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ...ธนาคารทหารไทย (TMB) ชื่อบัญชี สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ (Association for the Promotion of the Status of Women) เลขบัญชี 135-2-00041-6 #บริจาค #ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็ก #บ้านพักฉุกเฉิน#สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ *ขอขอบพระคุณสำหรับจิตอาสาจัดทำภาพInfo graphic : แพรนซ์-จารุวดี ทองใหญ่ ณ อยุธยา หรือบริจรคผ่านลิงก์โครงการปันบุญ www.tmbfoundation.or.th/th/Punboon/00009
วันอาทิตย์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2562
บอย เด็กชายผู้เติบโตมาตามยถากรรม
เรื่อง : ผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน
:
จิตรา นวลละออง
ปัญหาต่อเนื่องที่คล้องเกี่ยวตามกันมาจากปัญหาท้องไม่พร้อม ในสังคมไทยเรา นอกจากปัญหาการทำแท้งแล้วนั้น ยังมีปัญหาการทอดทิ้งเด็ก หรือเลี้ยงดูเด็กที่ไม่เหมาะสม และไม่ได้มาตราฐาน ดังเช่น ชีวิตของ “น้องบอย” เด็กชายผิวเข้ม ตาโต วัย 4 ขวบ ที่เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างขาด ๆ เกิน ๆ ของแม่ผู้มีปัญหาครอบครัวแตกแยก และท้องไม่พร้อม
แม่ของบอย ชื่อว่า “บี” เธอเป็นคุณแม่ที่มีอายุจริงสวนทางกับวุฒิภาวะ เพราะแม้เธอจะอายุล่วงเลยมาจนใกล้จะ 30 ปีแล้ว แต่เธอยังคงประพฤติตัวเช่นเด็กวัยรุ่นที่หลักลอยคนหนึ่ง ทั้งไม่ประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและลูก และก็ยังไปฝังตัวอยู่กับร้านเกม ปล่อยทิ้งลูกชายไว้ในบ้านเพียงคนเดียวลำพัง
ภูมิหลังของบีนั้นเธอเติบโตมาจากครอบครัวที่แตกแยก ไม่เคยทราบว่าพ่อแท้ ๆ เป็นใคร จนอายุได้ 7 ปี แม่มีครอบครัวใหม่ มีลูกใหม่กับพ่อเลี้ยง และย้ายไปอยู่กับพ่อเลี้ยง โดยทอดทิ้งบีให้เติบโตมาตามลำพัง เมื่อบีถูกปฏิเสธจากแม่และครอบครัวใหม่ เธอจึงกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม หนีเรียน หนีเที่ยวจนเรียนไม่จบ เธอไปรับจ้างทำงานที่ไหนก็ทำได้ไม่นาน เพราะมีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน และต่อมาเธอก็ตั้งท้องโดยที่ไม่รู้ว่าท้องกับใคร ลูกคนแรกญาติจึงรับไปเลี้ยงดูให้ ส่วนตัวบีเมื่อไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอะไร เธอก็จะไปเล่นเกมออนไลน์ ที่ร้านอินเตอร์เน็ตเป็นประจำ และไม่นานก็ตั้งท้อง “บอย” โดยไม่ทราบว่าใครเป็นพ่ออีกครั้ง
“บอย” เติบโตมาด้วยการดูแลของญาติ ๆ บ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้ว บอยจะโตมาตามยถากรรม เพราะน้องบี เลี้ยงดูบอยอย่างปล่อยปละละเลย เวลาส่วนใหญ่ที่ผ่านไปในแต่ละวันของน้องบีมักจะอยู่ที่ร้านเกม ส่วนบอยนั้น น้องบีจะปล่อยให้นอนอยู่ที่บ้านเพียงลำพังท่ามกลางกองขยะ กองเศษอาหาร อุจจาระและปัสสาวะของบอยเอง มีบางครั้งที่ญาติ ๆ และเพื่อนบ้านเวทนาสงสารบอย จึงแอบเข้ามาดูแล ทั้งเรื่องอาหารการกินและความสะอาด
แต่เมื่อน้องบีกลับมาบ้านและทราบเรื่องเธอก็จะตามไปเอาเรื่องกับคนที่เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับลูก และบ้านของเธอ จนมีเรื่องให้ทะเลาะวิวาทกัน และในท้ายที่สุดเพื่อตัดความรำคาญ น้องบีจึงนำกุญแจมาล็อคบ้านไม่ให้ใครสามารถเข้าไปในบ้านของเธอได้อีก
ซึ่งด้วยความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของบอย ทั้งญาติและคนในชุมชนจึงได้นำเรื่องไปแจ้งยังมูลนิธิที่ช่วยเหลือคุ้มครองเด็กแห่งหนึ่ง ให้เข้าไปช่วยเหลือ บอย ออกมาจากความดูแลของน้องบี ดังนั้นบอยจึงได้ถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของ บ้านพักฉุกเฉิน
สภาพแรกรับมาอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินนั้น บอย มีสภาพของเด็กที่ เจริญเติบโตไม่สมวัย พัฒนาการล่าช้า ศรีษะโต แขนขาลีบเล็ก กล้ามเนื้อต่างๆไม่แข็งแรง เป็นผลมาจากการขาดสารอาหารและไม่ได้รับประทานอาหารตามเวลา การสื่อสารบกพร่องไม่สามารถพูดเป็นคำหรือพูดให้คนอื่นเข้าใจตนเองได้ มีปัญหาสมาธิสั้น เวลาโกรธจะก้าวร้าว มักจะฝันร้ายและกรีดร้องในยามหลับ
ตลอดเวลาคุณครูที่บ้านเด็ก ของบ้านพักฉุกเฉิน คอยดูแลให้ความรักและเอาใจใส่กับบอย และส่งบอยไปพบกับจิตแพทย์เด็กเพื่อตรวจรักษาและส่งเสริมด้านพัฒนาการเด็กอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันบอย มีร่างกายที่สมบูรณ์มากขึ้น มีอารมณ์ที่ร่าเริงแจ่มใส แม้จะยังมีอารมณ์เหวี่ยงอยู่บ้างเป็นบางครั้ง แต่บอยก็สามารถที่จะปรับตัวอยู่ร่วมกับเด็กคนอื่นๆได้มากขึ้น บอยสามารถบอกชื่อตนเอง และเพื่อนบางคนได้ บอยแปรงฟันและอาบน้ำ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าให้กับตนเองได้ และเราหวังว่าต่อไปบอยจะสามารถสื่อสารและบอกถึงความต้องการของตนเองได้
...........................................................................
วันพฤหัสบดีที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562
คนไม่มีสิทธ์
คนไม่มีสิทธ์
เสียงทักอันดังอย่างแจ่มใสอย่างที่ไม่มีความพยายามที่จะปกปิดความลิงโลดในใจไว้เลย ทำให้เราต้องหยุดฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินเพื่อหันไปหาที่มาของเสียง นั่นก็คือ "ละออ" หญิงวัยผู้ใหญ่ตอนปลายที่เราคุ้นเคยดี ละออกำลังส่งยิ้มโชว์ฟันชุดใหม่ที่ได้รับมาให้ดูแบบที่เรียกว่า ยิ้มจนปากจะฉีกถึงหูกันเลยทีเดียว สำหรับคนหลาย ๆ คนการทำฟันปลอมอาจไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรนัก แต่สำหรับคนที่มีชีวิตแต่ไร้ตัวตนอย่างละออนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย
.... ละออต้องรอน้ำใจจากผู้บริจาคเงิน และการอนุเคราะห์จากทางโรงพยาบาล เธอถึงจะได้อุปกรณ์ในการบดเคี้ยวอาหารชุดใหม่ ...
"ละออ" เป็นหญิงผิวคล้ำ รูปร่างผอม สูง ดวงตาโตรับกับคิ้วยาวหนา จมูกโด่ง โหนกแก้มสูง ผมสั้นหยักศก ละออพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินมาเกือบ 4 ปีแล้ว ปัญหาเบื้องต้นที่ละออถูกส่งตัวมาอยู่ในความดูแลของบ้านพักฉุกเฉิน คือ เธอติดเชื้อ เอช ไอ วีและพยายามฆ่าตัวตาย แต่เมื่อสืบค้นไปถึงเรื่องอื่น ๆ เราจึงได้ทราบถึงปัญหาใหญ่ที่ละออต้องเผชิญมาตลอดชีวิต นั่นคือ ละออไม่มีเอกสารแสดงตน หรือบัตรประชาชน ละออไม่เคยได้รับการแจ้งเกิด และละออไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องที่เราจะสามารถติดตามหาได้เลย นั่นส่งผลให้ละออไม่ได้รับสิทธิ์อย่างที่ประชาชนคนไทยควรจะมี ละออแจ้งว่าตนเอง เกิดที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ละออจำความได้เธอก็ได้รับการเลี้ยงดูจากหญิงชราคนหนึ่งนามว่า "ยายจันทร์" ชีวิตของเธอมีความสุขดีเพราะยายจันทร์รักเธอเหมือนลูก แต่ชีวิตก็มาถึงจุดเปลี่ยนเมื่อโตเป็นสาววัย 16 ปี เธอถูกพี่ชายซึ่งเป็นลูกแท้ ๆ ของยายจันทร์พยายามล่วงละเมิดทางเพศ ด้วยความหวาดกลัวบีบให้ละออต้องหนีออกจากบ้าน และทำงานรับจ้างล้างชามตามร้านข้าวต้มโต้รุ่งเพื่อหารายได้ประทังชีวิต
จนวัยย่างเข้าเบญจเพศ ละออจึงได้พบกับชายคนหนึ่งเขามีอายุมากกว่าเธอ 6 ปี และเขามาชอบพอเธออยู่นานเป็นเดือนแล้ว จึงชวนเธอไปอยู่ด้วยกัน โดยบอกกับเธอว่า
"พี่ไม่อยากให้ละออทำงานและมีชีวิตอยู่แบบนี้ ไปอยู่กับพี่เถอะ พี่มีงานให้ทำและมีที่พักด้วย"
ละออก็คิดว่าอยู่แบบนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเธอจึงยินยอมตามไปอยู่กับเขา ได้ทำงานเป็นแม่ครัวที่โรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งโดยพักอยู่ในที่ทำงานเลย ส่วนผู้ชายที่ชวนละออไปอยู่ด้วยเขาก็ทำงานเป็นพนักงานขับรถอยู่ที่เดียวกัน ละออคบหากับเขาเป็นเวลาเกือบปีจึงตัดสินใจที่จะอยู่กินกับเขาฉันท์สามีภรรยา เพราะในสายตาของลออเขาเป็นคนดี ไม่เที่ยว ไม่สุบบุหรี่ ดื่มเหล้าบ้างเมื่อเวลาเข้าสังคม และเขาก็ขยันขันแข็งดี ต่อมาละออตั้งท้องด้วยความที่ไม่มีบัตรประชาชน ละออไม่เคยไปตรวจหรือฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเลย จนกระทั่งคลอดลูกจึงไปคลอดที่โรงพยาบาล หลังคลอดสามวันก็กลับบ้านลูกก็มีสุขภาพแข็งแรงดี
ชีวิตครอบครัวของละออที่อยู่กับสามีมาเป็นเวลาเกือบ 5 ปี มีความสุขดีไม่เคยมีเรื่องทะเลาะตบตีในครอบครัวเลย… และไม่ได้มีอะไรบ่งบอกให้รู้ล่วงหน้าได้เลยว่า พายุใหญ๋กำลังจะพัดพาสิ่งเลวร้ายเข้ามาในชีวิตเธอ
ในเช้าวันหนึ่งมีเสียงดัง "โครม!" ดังมาจากด้านหน้าที่พัก ละออจึงรีบวิ่งออกไปดูแล้วจึงพบร่างของสามีนอนหมดสติกองอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางข้าวของที่ล้มระเนระนาด
"พี่ๆเป็นอะไร... พี่ๆ"
ละออร้องเรียกสามีพร้อมทั้งจับร่างเขาเขย่า แต่เขาก็ไม่ฟื้น เธอจึงนำเขาส่งโรงพยาบาลทุกอย่างเกิดรวดเร็วเสียเหลือเกิน สามีของละออนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 7 วัน แล้วเขาก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับ โดยแพทย์แจ้งว่าวายร้ายที่ชื่อ "วัณโรค" เป็นผู้พรากสามีไปจากเธอ ละออจึงกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวในทันที
ระหว่างที่อยู่ในระยะทำจิตใจให้เข้มแข็งเพื่อพาลูกน้อยต่อสู้กับโลกใบนี้ต่อไป จนกระทั่งลูกน้อยเริ่มพูดอ้อแอ้ "แมะ แมะ" คือคำแรกของลูกที่ส่งเสียงเรียกเธอ มันทำให้ละออยิ้มได้ แต่.... ชีวิตคนเราบางครั้งก็โหดร้ายได้หลาย ๆ ครั้ง ลูกน้อยวัย 2 ขวบของละออเริ่มล้มป่วย กินอะไรก็ไม่ได้ เมื่อพาไปโรงพยาบาลก็ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้ การตายของลูกครั้งนี้ หมอบอกว่าเป็นเพราะโรคภูมิแพ้
"พอลูกตายหนูก็เสียศูนย์ อยู่ที่เดิมก็รู้สึกแย่ อยู่ไม่ได้แล้ว... มันไม่เหลืออะไรในชีวิตเลย"
หลังจากนั้นละออก็ออกเร่ร่อนจนมีคนสงสารจึงให้ที่พักกับละออโดยให้เธอทำงานรับซื้อของเก่า แต่โรคร้ายในร่างกายของละออก็ไม่ปล่อยให้ละออได้ใช้ชีวิตอย่างปกติได้นาน ละออเริ่มมีอาการป่วยกระเสาะกระแสะ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง จึงไปหาหมอ หมอได้นัดตรวจเสมหะ 3 วัน และเจาะเลือด 2 ครั้ง ผลการตรวจเสมหะพบว่า ละออเป็นวัณโรค ซึ่งถ้ากินยาควบคุมตามหมอสั่งเดี๋ยวเธอก็หาย แต่หลังจากเจาะเลือดครั้งสุดท้าย หมอได้เรียกละออไปคุยและถามคำถามแปลก ๆ กับละออว่า
"สบายใจขึ้นหรือยัง... ถ้าหมอจะบอกอะไรบางอย่างจะรับได้ไหม"
"หนูทำใจรับได้ค่ะ"
ละออตอบออกไปอย่างที่ไม่ค่อยเข้าใจในท่าทางที่ดูลำบากใจของหมอเท่าใดนัก และเธอก็คิดว่าเธอผ่านเรื่องร้าย ๆ มาเยอะแยะแล้ว มันคงไม่มีอะไรแย่ไปกว่านี้
"เจอเชื้อ เอช ไอ วี เอดส์ ติดมานานแล้วนะแต่เพิ่งออกอาการ"
เมื่อประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของคุณหมอ ละออรู้ได้ทันที่ว่าที่เธอบอกหมอไปก่อนหน้านี้ว่าเธอรับได้นั้นเธอโกหก... จริง ๆ แล้วเธอรับไม่ได้...
ละออจึงตัดสินใจไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตายที่สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า แต่ก็ไม่สำเร็จหน่วยกู้ภัยมาช่วยไว้ขณะที่ยืนอยู่บนขอบสะพานเสียก่อน แล้วเขาก็นำตัวละออส่งที่สถานีตำรวจ หลังจากตำรวจปล่อยให้กลับบ้าน ละออก็ยังมีความพยายามที่จะกำจัดตัวเองออกจากโลกใบนี้อีกถึงสองครั้ง
ครั้งที่สอง เป็นช่วงกลางวันผู้คนพลุกพล่านเกินไปเธอเกรงว่าจะมีคนเห็น และแจ้งหน่วยกู้ภัยมาช่วยไว้ได้อีก
ครั้งที่สาม ก็เกิดขึ้นต่อจากครั้งที่สอง พอละออกลับมาที่พัก รอเวลาสักเที่ยงคืนผู้คนน่าจะนอนกันหมดแล้ว เธอก็กลับไปที่สะพานนั้นอีกครั้ง...
ในครั้งนี้ละออเตรียมความพร้อมมาเป็นอย่างดี ก่อนไปละออได้กินยาแก้แพ้ไปประมาณ 20 เม็ดเพื่อช่วยให้ง่วงแล้วหลับไปเลย ไม่ทรมาน เธอเล่าวินาทีชีวิตที่โดดลงไปจากสะพานว่า
"โดดลงไปแล้ว ไม่มีความกลัวแล้ว รู้สึกตัวหมุนคว้างแล้วสักพักก็รู้สึกคล้ายมีมือมารองรับแล้วดึงลงไปใต้น้ำก่อนที่จะผลักขึ้นด้านบนอย่างแรงแล้วก็มีห่วงมาลากตัวขึ้นเรือ"
หลังจากนั้นละออก็หมดสติไป และมาฟื้นขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองอยู่ที่โรงพยาบาล พอรู้สึกตัวก็บอกกับตัวเองว่า ...
"เออ... ยังไม่ตาย... แล้วก็หลับไปอีก"
เมื่อความพยามที่จะตายของละออประสบกับความล้มเหลว ดังนั้นชีวิตของละออจึงต้องดำเนินต่อไป เธอแจ้งกับนักสังคมสงเคราะห์ที่โรงพยาบาลว่า เธอไม่มีญาติและไม่มีบ้านให้กลับ เขาจึงส่งละออไปพักฟื้นยังสถานสงเคราะห์สำหรับผู้ป่วยติดเชื้อ เอช ไอ วี ที่มีอาการหนัก จนผ่านไป 2-3 สัปดาห์ ละออมีอาการดีขึ้นสามารถเดิน และทำกิจวัตรประจำวันได้เอง ทางโรงพยาบาลจึงไปรับและพาละออมาส่งที่บ้านพักฉุกเฉิน
"ถ้าหนูไม่ได้มาอยู่บ้านพักฉุกเฉินหนูก็จะต้องไปตายอีกให้ได้ เพราะถ้าไม่ตายหนูจะอยู่ยังไง… ที่บอกหมอว่ารับได้น่ะจริงๆ แล้วโกหกหมอด้วยความอยากรู้ พอรู้จริงๆ ว่าเป็นโรคนี้ก็รับไม่ได้... พี่คิดดูนะหนูไม่มีเอกสาร บัตรประชาชนก็ไม่มี แค่โรคธรรมดาหนูยังไม่มีปัญญา นี่เป็นตั้งโรคนี้มันต้องไปหาหมอตลอด แล้วหนูจะอยู่ยังไง ตอนที่เป็นวัณโรคเงินค่ารถไปรับยาหนูยังไม่มีเลยต้องเดินไป แถมหมอสงสารยังให้เงินค่ารถเวลาไปรับยาอีกเพราะหมอกลัวหนูขาดยา... แฟนกับลูกหนูก็ตายไปแล้วหนูก็ไม่รู้จะอยู่ไปทำไม... สิทธิ์อะไรอย่างที่คนอื่นเขามีกันหนูก็ไม่มี... บางทีหนูก็คิดอย่างขำๆ นะว่าขนาดจะตายยังไม่มีสิทธิ์เลย..."
ปัจจุบันละออได้ออกไปทำงานรับจ้างภายนอกและสามารถดำเนิชีวิตในสังคมภายนอกได้ โดยที่ละออยังอยู่ในความดูแลและคุ้มครองจากบ้านพักฉุกเฉิน
...................................................................................................................................................................
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com
ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉิน สามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org
x
วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
โลกของดวงดาว
โลกของดวงดาว
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เจ้าของเรื่อง:
ผู้หญิงที่พักพิงอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน: จิตรา นวลละออง
ในโลกนี้ยังมีผู้หญิงบางคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่า
“โลกภายนอก” อย่างแท้จริงเลย เพราะชีวิตของเธอถูกครอบไว้ในโลกใบเล็ก
ๆ ที่คนที่มีอำนาจหรือคนที่มีอิทธิพลในชีวิตเธอเป็นผู้กำหนด การที่เธอจะได้รับรู้โลกภายนอกนั้นขึ้นอยู่กับผู้อื่นกำหนดแทบทั้งสิ้น
ดังนั้นชีวิตของเธอ จึงต้องพึ่งพิงผู้อื่นหรือมีผู้นำทางอยู่เสมอ
และหากมีเหตุหรือจุดเปลี่ยนให้เธอต้องใช้ชีวิตตามลำพังเธอจะทำอย่างไร?
“ดวงดาว” หญิงร่างเล็ก
ผิวคล้ำ ถูกส่งมาขอรับความช่วยเหลือที่บ้านพักฉุกเฉินด้วยปัญหาท้อง 8 เดือน
สามีทอดทิ้งไปมีภรรยาใหม่ ดวงดาวอายุ 22 ปี การตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4
ซึ่งดวงดาวก็บอกไม่ได้ว่าเธอพร้อมหรือไม่พร้อม เพราะผู้ที่กำหนดว่าจะพร้อมหรือไม่ ก็คือ
สามี ผู้เป็นผู้นำในชีวิตของเธอ
หากดูจากรูปกายภายนอกของดวงดาว หลาย ๆ คนคงจะคิดว่าเธอน่าจะมีอายุที่มากกว่าอายุจริงของเธอหลายปี แต่หากได้คุยกับเธอก็จะได้พบอีกว่า
เธอมีปัญหาด้านการสื่อสาร ด้วยปัญหาดังกล่าว เราจึงไม่สามารถพูดคุยกับดวงดาวเพียงลำพังได้
เราต้องใช้เพื่อนสมาชิกคนท้องที่พักและใช้ชีวิตคลุกคลีกับดวงดาวมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
เพื่อเป็นสื่อกลางในการสื่อสารกับเธอ
เมื่อสอบถามถึงครอบครัวญาติพี่น้องและพ่อแม่ของดวงดาว เธอตอบเราสั้น ๆ ว่า "ไม่มี" ซึ่งเพื่อนของดวงดาวขยายความให้ได้เข้าใจว่า
"พ่อแม่ของดวงดาวตายตั้งแต่ดวงดาวยังเล็ก
ๆ... เขาก็เลยไม่มีพ่อไม่มีแม่ มีแต่คนเก็บมาเลี้ยง"
และดวงดาวก็เล่าต่ออีกว่า
"เขาเอามาเลี้ยงให้เฝ้าสวน"
เมื่อสอบถามเรื่องการเรียนดวงดาวตอบว่า
เธอไม่เคยเรียนหนังสือเลย อ่านและเขียนหนังสือก็ไม่ได้
และที่น่าเวทนาอีกปัญหาหนึ่งก็คือ ดวงดาวไม่มีสัญชาติไทย ไม่มีบัตรประชาชน
เธอต้องใช้บัตรของผู้ไร้สัญชาติ เพราะอะไรกัน? ก็เพราะไม่มีการแจ้งเกิดให้กับดวงดาว
เธอจึงเป็นบุคคลที่ตกสำรวจ
แม้สิทธิที่จะได้เป็นคนไทยอย่างที่ควรจะพึงมี ดวงดาวก็ไม่มีสิทธิ์
ตลอดระยะเวลาที่ดวงดาวเติบโตมากับครอบครัวที่รับเลี้ยงเธอ
ดวงดาวต้องทำงานในสวน กินนอนอยู่กระท่อมในสวน
และไม่ค่อยได้พบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับใคร ๆ มากนัก
จนกระทั่งดวงดาวอายุได้ประมาณ 12-13 ปี ลูกชายของคนที่รับเลี้ยงเธอก็พาเธอหนีเข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ
มาอยู่บ้านของญาติ และเขาก็เก็บดวงดาวไว้เป็นทั้งคนงานและเป็นเมียในบ้านหลังนั้น ดวงดาวไม่เคยได้ออกไปไหนเลย แม้ว่าจะอยู่กรุงเทพฯ หลายปี
แต่ดวงดาวก็ไม่รู้จักถนนหนทางที่นี่เลย ชีวิตของดวงดาวมีแต่ทำงาน
ท้อง และเลี้ยงลูก ดวงดาวเป็นผู้หญิงประเภทช้างเท้าหลังอย่างเต็มตัว
เพราะเธอไม่เถียง ไม่เรียกร้อง ไม่มีปากเสียงกับใครเลย
ชีวิตครอบครัวของดวงดาวน่าจะมีความสุข
แต่ใครจะสามารถรับประกันได้ว่าผู้หญิงที่ว่านอนสอนง่ายและขยันทำงานอย่างดวงดาวจะไม่ต้องมาพบกับปัญหาสามีไปมีผู้หญิงอื่น
หรือที่เรามักเรียกกันว่า มีเมียน้อย แต่ดวงดาวไม่ได้เรียกผู้หญิงคนนั้นว่าเมียน้อยแต่เธอเรียกเขาว่า
"เมียของเขา" แล้วดวงดาวอยู่ในสถานะอะไรกัน?...
สามีของดวงดาวพาผู้หญิงอื่นเข้ามาอยู่ที่บ้านเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง
ตั้งแต่ดวงดาวยังไม่ท้องลูกคนนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งช้างเท้าหลังอย่างดวงดาวจะมีสิทธิ์ไปห้ามปรามอะไรได้
ดวงดาวก็ยังคงอยู่ในโลกใบเดิมของเธอโดยไม่ได้เฉลียวใจใด ๆ และเมื่อดวงดาวท้องและท้องใหญ่มากขึ้นจนทำงานไม่ค่อยได้
เมียของเขาก็แสดงปฏิกิริยาเหมือนว่า ดวงดาวเป็นส่วนเกินของครอบครัวมากขึ้น ๆ ทุกที
จนสุดท้ายได้จัดการให้เพื่อนของตนนำดวงดาวใส่รถและขับพามาส่งที่บ้านพักฉุกเฉินทั้ง
ๆ ที่ดวงดาวท้องได้ประมาณ 8 เดือน ดวงดาวก็เหมือนแค่สิ่งของที่มีลมหายใจ
ย้อนไปเมื่อครั้งหนึ่งที่เธอเพิ่งจะย่างเข้าสู่วัยรุ่นเธอก็ถูกชายหนุ่มคนหนึ่งพาตัวมาอยู่กินฉันท์สามีภรรยา...
และในวันนี้ดวงดาวก็ถูกพามาส่งที่สถานที่หนึ่งที่ชื่อว่า “บ้านพักฉุกเฉิน”
ดวงดาวก็ไม่รู้จัก ไม่รู้ว่ามาทำไมและมาเพื่ออะไร
กว่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ดวงดาวก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หรือแม้จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ดวงดาวจะทำอะไรได้
ทุกวันนี้สิ่งที่ดวงดาวทำได้ก็คือยอมรับและปรับตัวกับผู้คนและสถานที่ใหม่
นั่นคือบ้านพักฉุกเฉินซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นนักสำหรับคนที่ทั้งขยันและอดทนอย่างดวงดาว
แต่สิ่งที่ค่อนข้างเป็นปัญหาสำหรับดวงดาวคือการสื่อสาร
เธอดูเขินอายไม่กล้าพูดกับคนอื่น เพราะเธอกลัวว่าคนอื่นจะฟังเธอไม่รู้เรื่อง
ในช่วงเวลาที่เราได้พูดคุยกัน ดวงดาวดูจะมีความสุขมาก ถ้าเราฟังเธอเข้าใจโดยไม่ต้องผ่านล่าม
ซึ่งเราเองก็ดีใจมากเช่นกันที่คุยกับเธอเข้าใจโดยใช้ล่ามให้น้อยที่สุดเมื่อถามว่า...แล้วจะทำอย่างไรต่อไป
ดวงดาวก็ทำหน้า งง ๆ จึงตั้งคำถามใหม่ว่า... "ถ้าคลอดลูกแล้วจะทำอย่างไร?"...ดวงดาวตอบว่า "ไม่รู้...แล้วแต่เขา" คำว่า เขา
นั่นก็หมายถึง สามีของดวงดาว นั่นเอง...
เรื่องราวที่ได้จาก "ดวงดาว"
ทำให้คิดได้ว่า... ในโลกที่ดวงดาวอยู่นั้นเธอเป็นเพียงผู้อาศัย...
ดวงดาวไม่สามารถเลือก คิด หรือตัดสินอะไรได้เองถ้าไร้ผู้นำทาง...
ตั้งแต่เล็กดวงดาวไม่มีพ่อแม่ที่คอยปกป้อง เธอจึงต้องพึ่งพิงคนอื่น และต้องทำตามความต้องการของผู้อื่นมาโดยตลอด
จนดวงดาวมีบุคลิกภาพแบบสมยอม...
ไม่ว่าเจ้าของโลกใบที่ดวงดาวอาศัยอยู่คิดจะลากจูงดวงดาวไปทางไหนก็ได้แล้วแต่เขา...……………………………………………………………………………………………………..
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว
ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืนหรือติดเชื้อเอชไอวี
สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่
สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉิน 501/1ซ.เดชะตุงคะ1ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง
กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด
24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ
ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113
หรือ 0 2 929 2308 อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org
เฟสบุ๊ค: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org
หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org
วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561
โชคร้ายของอันดา
โชคร้ายของอันดา
Base on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
อันดา(นามสมมติ) หญิงสาวผิวขาว ผมยาว วัย 29 ปี หน้าท้องของอันดานูนเด่นออกมาบ่งบอกให้ผู้พบเห็นเข้าใจได้ว่าเธอกำลังเป็นแม่คน เมื่อสอบถามว่ากี่เดือนแล้วเธอก็ยิ้มแย้มด้วยแววตาสดใสเป็นประกายก่อนจะตอบว่า จะเข้าเก้าเดือนแล้ว และเด็กในท้องเป็นลูกสาวที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดี
อันดาเป็นคนต่างจังหวัด ที่ครอบครัวค่อนข้างอบอุ่นถึงแม้พ่อกับแม่จะมาทำงานรับจ้างในกรุงเทพฯ แต่อันดาและพี่น้องต่างก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากปู่และย่า จนกระทั่งอันดาเรียนจบชั้นป.6 จึงย้ายเข้ามาอยู่กับพ่อแม่ที่กรุงเทพฯ และเรียนต่อจนจบชั้นมัธยมปลาย หลังเรียนจบอันดาได้ทำงานรับจ้าง ชีวิตของอันดานั้นส่วนใหญ่แล้วเธอจะอยู่ที่กรุงเทพฯ จะได้กลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัดบ้างเป็นครั้งคราว สำหรับเรื่องแฟนหรือคู่รักก็เป็นไปตามธรรมชาติที่มีคนมาจีบบ้างเรื่อยๆ ไม่ได้หวือหวาอะไร ซึ่งจะเป็นในลักษณะพูดคุยกันทางโทรศัพท์และก็ยังไม่ได้มีใครที่จะคืบหน้าไปกว่านั้น หนึ่งในนั้นก็มี นายอ้น(นามสมมติ) ผู้ชายที่มีอายุมากกว่าอันดาประมาณสองสามปี เขาเป็นคนรู้จักที่เคยเห็นหน้ากันอยู่แล้วเพราะเป็นคนบ้านเดียวกันแต่ก็ไม่ได้คบหาหรือสนิทกัน แล้ววันหนึ่งที่อันดากลับไปเยี่ยมบ้านที่ต่างจังหวัด โชคชะตาก็พานายอ้นเข้ามาเป็นตัวเลือกในชีวิตของอันดา เมื่ออันดาไปบ้านญาติและพบกับนายอ้นทั้งสองต่างแลกเบอร์โทรศัพท์กันและกันไว้ หลังจากนั้นอันดาและนายอ้นก็ติดต่อกันทางโทรศัพท์เรื่อยมา ซึ่งอันดาก็ไม่ได้คุยกับนายอ้นเพียงคนเดียวเพราะก็ยังมีคนมาจีบเธออีกหลายคน แต่นายอ้นนั้นดูจะมีดีกว่าใครเพื่อน เมื่อถามถึงเหตุผลว่าเพราะอะไรที่ในที่สุดแล้วอันดาก็เลือกคบนายอ้นเป็นแฟน อันดาก็ตอบเราด้วยแก้มขึ้นสีและท่าทางเอียงอายว่า
“เขาปากหวาน คำพูดเหมือนเป็นห่วงเราทุกอย่าง มีอะไรก็เล่าให้ฟังไม่ปิดบัง เขาบอกว่าเขาเคยมีครอบครัวแต่ก็เลิกกันแล้ว เขามีลูก 1 คน เขาบอกว่าที่เขาเลิกกับเมียเพราะว่าเขาติดคุกเกือบ 10 ปี คดีรุมโทรมและยาเสพติด”
สำหรับพ่อแม่และคนในครอบครัวของอันดาซึ่งเป็นคนที่รักและห่วงใยอันดาอย่างแท้จริง ทั้งเป็นคนที่ไม่ได้มีความรักบังตาเหมือนอันดาต่างไม่มีใครเห็นดีเห็นงามในการที่อันดาจะคบหาผู้ชายที่มีตำหนิแบบนี้อย่างแน่นอน แต่ความรักมักทำให้คนตาบอด... อันดาจึงมีเหตุผลในการที่จะอ้างเพื่อที่จะคบหาและรักผู้ชายคนนี้ว่า “มันเป็นเรื่องของอดีต” ตลอดเวลาที่พูดคุยกันผ่านทางโทรศัพท์เป็นเวลาร่วมหนึ่งปี อันดาจึงตกลงเป็นแฟนกับนายอ้น การคบหาเป็นในลักษณะที่อันดากลับต่างจังหวัดไปหาเขาแบบ ไป ๆ มา ๆ อยู่ประมาณสองปีความสัมพันธ์ก็ดำเนินไปด้วยดีโดยที่ไม่มีเรื่องเพศสัมพันธ์มาเกี่ยวข้อง จนวันหนึ่งที่อันดากลับต่างจังหวัดตามปกติ เพียงแต่อันดามาถึงตอนดึกและนายอ้นเป็นผู้มารับเธอที่ขนส่งเพื่อไปส่งบ้าน นายอ้นบอกกับอันดาว่ามันดึกแล้วขับรถกลับไม่ไหวซึ่งอันดาก็เข้าใจ ดังนั้นชายหญิงที่รักกันเป็นแฟนกันจึงได้ไปเช่าโรงแรมเพื่อนอนพักในห้องเดียวกันเพียงลำพังสองต่อสอง... นี่เป็นที่มาของเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของอันดากับนายอ้น จากเหตุการณ์ครั้งนี้อันดาก็ไม่โทษว่าเป็นความผิดของฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียว เธอบอกว่า เพราะเราเองก็มีใจให้กับเขา และเขาก็บอกว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง เมื่อเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเกิดขึ้นอันดาจึงป้องกันการตั้งครรภ์ด้วยการกินยาคุมฉุกเฉินทั้งที่เธอไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้เลย เธอบอกว่า
“หนูไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย ก็ไปถามที่ร้านยาพวกเภสัชพวกนี้ค่ะ เขาก็แนะนำ และหนูก็ไม่อยากกินยาคุมที่เป็นเดือนเพราะเราไม่ได้เจอกันบ่อยมากเดือนหนึ่งจะเจอกันสักครั้ง ก็กินทุกครั้งที่พบกัน กินบ่อยจนปวดท้องและมีลิ่มเลือดออกมา จนตอนแต่งงานกันใหม่ ๆ หนูเคยแท้งลูกเพราะว่าหมอบอกว่ามดลูกหนูไม่ดี ก็น่าจะมาจากที่กินยาคุมฉุกเฉิน” เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมการใช้ถุงยางอนามัยของสามี อันดาจึงบอกว่า
“ก็เคยบอกให้เขาใช้ถุงยางอนามัย แต่เขาก็ไม่ใช้ เขาบอกว่าเขาไม่เคยใช้เขาก็เลยไม่ใช้ หนูก็เลยต้องป้องกันของหนูเอง”
ความสัมพันธ์ของอันดากับนายอ้นก็ยังคงเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยที่ครอบครัวของอันดารู้แค่ว่าสองคนนี้คบกันเป็นแฟนแต่ไม่ทราบถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของทั้งคู่ นอกจากนั้นพ่อของอันดาเองที่กีดกันอันดากับนายอ้นทุกวิถีทางเพราะพ่อและญาติๆ ไม่มีใครชอบนายอ้นและไม่มีใครคิดว่าอันดาจะสามารถฝากชีวิตไว้กับผู้ชายคนนี้ได้ ต่อมาพ่อของอันดาได้ยื่นคำขาดจะตัดพ่อตัดลูกกับอันดาหากยังคบหากับนายอ้น... อันดาจึงต้องเลือกพ่อ อันดาเลิกติดต่อกับนายอ้นไปเป็นระยะเวลาประมาณหนึ่งปี จนเมื่อพ่อของอันดาเสียชีวิตลง นายอ้นจึงกลับเข้ามาสู่เส้นทางชีวิตของเธออีกครั้ง การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนกลับมา นายอ้นพาผู้ใหญ่มาสู่ขอและแต่งงานกับอันดา ชีวิตหลังแต่งงานมีความสุขสามีของอันดาดูแลเทคแคร์เธออย่างดี ทำงานได้เงินก็นำมาให้ภรรยาเก็บ แต่มันก็เป็นเพียงห้าหกเดือนเท่านั้น… ความสุขช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเมื่ออันดาเล่าว่า
“เขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ติดเพื่อน กินเหล้าทุกวัน เที่ยวผู้หญิง เล่นยา ติดการพนันเล่นไพ่ กลางวันไปทำงานกลางคืนก็ออกเที่ยว และก็ไม่มีเงินเข้าบ้านเลย เขาไม่รับผิดชอบครอบครัวเลย หนูท้องได้สี่ห้าเดือนหนูยังต้องไปรับจ้างตัดอ้อยอยู่เลย และเราก็ทะเลาะกันบ่อยมากเพราะเขาเมา... เมาทุกวัน เมาเหมือนหมามาเลย และเขาก็จะลงไม้ลงมือกับหนูทุกครั้งที่เมา แม้แต่ตอนที่ท้องเขาก็ทำ เขาก็จะมีตบตีผลักจนเราล้ม ก็เคยสู้เขา ก็สู้ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ถ้าเขาเมามากๆ ก็สู้ได้ บางครั้งที่สู้ก็จะโดนหนักกว่าเดิม แต่บางทีสู้เขาแล้วเขาก็จะหยุด”
อันดาได้เผยถึงความรู้สึกของเธอต่อชีวิตครอบครัวอันลุ่มๆ ดอนๆ ของเธอว่า
“ตอนแรกก็อดทน... เพื่อลูก... อดทนทุกสิ่งทุกอย่าง ยอมให้เขาด่าถึงขนาดด่าโคตรพ่อโคตรแม่เราก็ยอม... เพื่อลูก... แต่พอท้องได้สักห้าเดือนก็มารู้สึกไม่ไหวแล้วก็คิดจะเอาลูกออก... ตอนนั้นคือหนูคิดเห็นแก่ตัวไง... คิดว่าถ้าเกิดเราไม่มีลูกเราก็จะไปได้จากเขาได้... ไปหางานทำได้ ถึงขนาดกินยาสตรีกับกรัมม็อกโซน(ยาฆ่าหญ้า)เลยนะ... คือกินยาสตรีไปหนึ่งขวดแล้วกินกรัมม็อกกโซนตาม แต่ว่ามันไม่เป็นไรเพราะมันตีขึ้นอ้วกออกมาก่อน... ตั้งแต่วันนั้นก็ตัดสินใจคือไม่อยู่กับคนๆ นี้อีกแล้ว... คือตอนนั้นมันชั่ววูบ มันหาทางออกไม่ได้พอทำไปแล้วก็เสียใจ... แล้วก็ตัดสินใจเอาลูกไว้และก็ปรึกษาเพื่อนๆ เขาเคยมาอยู่บ้านพักฉุกเฉินเขาก็เลยแนะนำให้มาที่นี่”
อันดายังได้ฝากข้อคิดถึงผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่คิดจะมีคู่ครองอย่างคนที่ผ่านประสบการณ์ตรงมาว่า
“...ก็ต้องดูให้ดีก่อนไม่ใช่จะใช้อารมณ์ชั่ววูบและบางทีเราก็ต้องฟังผู้ใหญ่ด้วย... เพราะตอนนั้นหนูดื้อตัดสินใจเองไม่ฟังใครเลยทั้งที่เขาก็เตือนแล้วญาติพี่น้องทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยเลย ตอนนี้ก็โทษตัวเองไม่โทษคนอื่นเลย...”
จากเรื่องของอันดาที่ถ้าพิจารณาตามเวลาในการคบหากันก่อนจะแต่งงานอยู่กินเป็นครอบครัวนั้น ก็นับได้ว่าอันดาได้ใช้เวลาในการพิจารณาผู้ชายคนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ผู้หญิงเราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า การมีสามีก็คล้ายกับการเสี่ยงโชคซื้อล็อตเตอรี่ที่คนซื้อมีโอกาสในการถูกรางวัลเพียงหนึ่งในล้าน ดังนั้น สามีก็เปรียบเสมือนล็อตเตอรี่การที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเจอผู้ชายที่จะมาเป็นสามีดีก็มีโอกาสอันน้อยนิด ต้องเสี่ยงดวงกันเลยทีเดียว เข้าทำนองตาดีได้ตาร้ายเสีย ยิ่งในสมัยนี้ด้วยแล้วผู้ชายที่ดีมีความรับผิดชอบ เป็นสุภาพบุรุษ และให้เกียรติภรรยา ช่างหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
...........................................................................................................
หากผู้หญิงและเด็ก ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1 ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม. อีเมลล์: knitnaree@hotmail.com และ ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-3 ต่อ 109,113 หรือ 0 2 929 2308
อีเมลล์: admin@apsw-thailand.org
Facebook: สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯบ้านพักฉุกเฉินดอนเมือง www.facebook.com/apswthailand.org หรือ สามารถดูข้อมูลรายละเอียดผ่านทางเว็บไซด์สมาคม www.apsw-thailand.org
วันอาทิตย์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561
นัดดากับชีวิตที่ถูกกระทำ
Based
on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
เจ้าของเรื่อง:
ผู้หญิงและเด็กที่พักพิงอยู่ในบ้านพักฉุกเฉิน
ผู้เขียน:
ปองธรรม สุทธิสาคร ,Edit:จิตรา นวลละออง
หญิงร่างบางวัย 36 ปี กำลังเดินเก็บเศษขยะไปรอบๆ
สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ อย่างชนิดเอาเป็นเอาตาย
เปล่าเลย...เธอไม่ได้เป็นคนรักสะอาด
หรือมีน้ำใจไมตรีอยากช่วยเหลืองานของแม่บ้าน หากแต่เป็นเพราะเศษขยะ คือสิ่งที่เธอชอบนำไปเก็บสะสมไว้
คล้ายกับใครหลายๆคน ที่ชอบสะสมภาพของดารานักร้องนักแสดงชื่อดัง เป็นงานอดิเรก
สิ่งที่หญิงสาวทำ
มองอีกมุมหนึ่งก็ชักชวนให้น่าคิด...คนแบบไหนกันที่สะสมเศษขยะเป็นของตัวเอง ใครๆ
ที่นี่เรียกขานเธอว่า “นัดดา”
นัดดา
เกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจน แต่เรื่องฐานะความเป็นอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายที่สุด
เมื่อเทียบกับการเกิดมาในบ้านที่ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวนิยมใช้ความรุนแรง
ภาพของพ่อที่ทำร้ายทุบตีแม่
คือภาพที่นัดดาเห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็ก
ยามใดที่ผู้เป็นพ่อเมากลับมาบ้าน เมื่อนั้นแม่ของเธอก็จะกลายเป็นกระสอบทรายคอยรองรับทั้ง
หมัด เท้า เข่า ศอก แถมพ่อยังด่าทอแม่ด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆ
นานาเหยียบย่ำความเป็นผู้หญิงของแม่จนต่ำตมจมดิน
มิใช่เพียงแต่แม่เท่านั้นที่ถูกพ่อทำร้ายทุบตี
ลูกสาวอย่างเธอเองก็ถูกผู้นำครอบครัวต่อย เตะ อยู่บ่อยๆ หลายครั้งเมื่อเธอทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ
เด็กหญิงจะถูกซ้อมเพื่อเป็นการสั่งสอนให้หลาบจำ
แทนที่ชีวิตจะได้พบเจอกับความอบอุ่นเหมือนเช่นเด็กทั่วไป นัดดากลับต้องเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับความเก็บกดและความหวาดกลัว
เด็กหญิงร่างบางไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับผู้คน และมีกิริยาที่ดูลุกลี้ลุกลน
ไม่มั่นใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา
นัดดา
มีสามีตั้งแต่ยังสาวรุ่น ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน พ่อของลูกแทบจะถอดนิสัยมาจากพ่อแท้ๆของนัดดาทุกกระเบียดนิ้ว
ทั้งติดเหล้า เสพยาบ้า และเมื่อเธอทำอะไรไม่ถูกใจ เขาจะระบายอารมณ์ด้วยการใช้ความรุนแรง
“นัดดา เป็นคนที่โชคร้ายมาก สามีชอบใช้ความรุนแรง กลับบ้านมาไม่มีอะไรเตรียมไว้ให้กินก็ตบเธอ
บางครั้งก็จับเอาหัวเธอโขกกับกำแพง ตลอดเวลาหลายสิบปีที่อยู่ด้วยกัน เธอต้องทนรองรับความรุนแรงแบบนี้แทบทุกวัน
จิตใจจมอยู่แต่กับความหวาดกลัว จนอยู่ในสภาพไม่ปกติ ขณะเดียวกันเธอก็สะสมความรุนแรงเอาไว้ในตัว
หากมีใครก็ตามที่ทำให้เธอรู้สึกว่าตนมีอำนาจเหนือกว่าก็พร้อมจะระบายความรุนแรงเข้าใส่ทันที
จากผู้ที่ถูกกระทำมาตลอด อีกทางหนึ่งเธอก็กลายเป็นผู้กระทำความรุนแรงเสียเอง”
นักจิตวิทยา
แห่งบ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
ผู้ทำหน้าที่ประเมินคัดกรองสภาพจิตใจของสมาชิกในบ้านพักฉุกเฉิน ได้แสดงทัศนะในกรณีของนัดดาไว้อย่างน่าสนใจ
ไม่ว่าชีวิตของมนุษย์จะพบเจอกับปัญหามากมายเท่าใด
ความรุนแรงไม่เคยเป็นหนทางในการแก้ปัญหาที่ดี ตรงกันข้ามปัญหาเหล่านี้มีแต่จะสะสมเพิ่มพูน
ไม่ต่างอะไรจากระเบิดเวลาที่รอวันนับถอยหลัง ความรุนแรงที่สะสมอยู่ในใจของนัดดาก็เช่นกัน
เมื่อนานวันเข้าเธอก็ส่งต่อความรุนแรงที่ตนเองเคยได้รับไปสู่ผู้เป็นลูก
“เมื่อลูกทำในสิ่งที่เธอไม่พอใจ เธอก็ไปลงกับลูก เนื่องจากลูกเป็นคนเดียวที่เธอรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือกว่า
เธอทำลงไปทั้งๆ ที่เธอก็รักลูก”
การถูกทำร้ายที่สั่งสมมานานหลายสิบปี
ส่งผลให้สภาพจิตใจของนัดดาไม่ปกติ และกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชในที่สุด
“ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวช จะมีลักษณะบางอย่างที่ไม่เหมือนคนปกติ
อาจมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็จะแสดงอาการออกมาไม่ว่าจะเป็นแววตา ท่าทาง การพูดจา หรือมีบุคลิกแปลกๆ
อย่างนัดดานี่เห็นครั้งแรกก็พอจะตั้งข้อสงสัยได้เลย เนื่องจากการไม่ดูแลตนเอง เหาเต็มศีรษะ
ผอมแห้งจนหนังติดกระดูก และไม่ใส่ใจรักษาความสะอาด”
นอกเหนือจากประเมินจากลักษณะภายนอกที่ทำให้รู้ว่านัดดามีภาวะที่ต่างจากคนปกติทั่วไป
ยิ่งเมื่อได้ลองนั่งพูดคุยด้วยกันยิ่งย้ำชัดยิ่งขึ้นว่าสิ่งที่นักจิตวิทยาคาดการณ์ไว้นั้นถูกต้องอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“คุยกับนัดดาครั้งแรกเธอเอาแต่อยู่ในโลกของเธอ เหม่อลอยพูดไปเรื่อยไม่ยอมหยุด
ต้องคอยบอกย้ำให้เธอกลับมาหาปัจจุบันอยู่ตลอด ดีหน่อยที่ยังไม่ถึง ขั้นหูแว่ว
ประสาทหลอน หรือมีอาการหนักถึงขั้นพยายามฆ่าตัวตาย แต่ก็ต้องคอยระวังดูแลด้วยการให้ทานยาจิตเวชและไม่ให้มีสิ่งเร้าที่จะมากระตุ้นให้เธอเกิดอาการคลุ้มคลั่ง”
แม้จะพยายามระมัดระวังเป็นอันดี
แต่ด้วยความที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก แถมแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีปัญหาของตัวเอง
ทำให้การกระทบกระทั่งกันเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ ในยามที่จิตใจของนัดดาถูกกระทบกระเทือนมากๆ
จนยากจะเยียวยาไหว บ้านพักฉุกเฉินจะส่งตัวเธอไปรักษาที่สถานพยาบาลเฉพาะทางเป็นระยะๆ
กระทั่งอาการดีขึ้นจึงไปรับตัวกลับมา
บ้านพักฉุกเฉิน
ได้พยายามผลักดันให้สาวใหญ่ร่างผอมบางผู้นี้ได้ปรับตัวเพื่อที่จะสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนและใช้ชีวิตอย่างคนปกติในสังคมให้ได้
ด้วยการให้ออกไปทำงานเป็นแม่บ้านทำความสะอาดที่บ้านหลังหนึ่ง แน่นอนว่าการส่งเสริมให้ผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตไปทำงานนั้น
ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างแรกต้องเป็นความร่วมมือระหว่างบ้านพักฉุกเฉินกับบ้านนายจ้างที่มีน้ำใจและให้การยอมรับผู้ด้อยโอกาส
ต่อมาจึงเริ่มทดลองส่ง นัดดาไปทำงาน และเอาใจช่วยกันแทบจะวันต่อวันว่าขอให้การทำงานของนัดดาเป็นไปอย่างราบรื่น
อย่างน้อยก็เพื่อตัวเธอเอง และเพื่อลูกของเธอ
ช่วง 2-3 เดือนแรก บ้านพักฉุกเฉินไปเยี่ยมไปติดตามผล ปรากฏว่าสุชาดาสามารถทำงานและอยู่ร่วมกับครอบครัวนายจ้างได้ดี
แต่พอเดือนถัดมานัดดาก็เริ่มมีอาการเหม่อลอย
ตาขวางใส่นายจ้างทำให้นายจ้างและครอบครัวเกิดความกลัว และ ต้องพานัดดามาส่งคืนที่บ้านพักฉุกเฉิน เนื่องจากนัดดามีอาการตัวแข็ง
ตาขวาง ทำให้นายจ้างและคนในครอบครัวรู้สึกหวาดกลัว
ที่สุดแล้ว
แม้นัดดาจะไม่สามารถทำงานได้ต่อเนื่อง แต่เธอก็อยู่ที่บ้านพักฉุกเฉินจนครบกระบวนการในการดูแล
ฟื้นฟู และบำบัดเป็นเวลาหลายปี ก่อนที่ทางสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ ต้องส่งต่อไปให้บ้านหลังใหม่เพื่อช่วยดูแลฟื้นฟูอาการทางจิตของเธอต่อไป
ในมุมมองของนักจิตวิทยาของบ้านพักฉุกเฉินมองว่า
ผู้ป่วยทางจิตใจเช่น นัดดา นั้นน่าเห็นใจกว่าคนที่เป็นโรคร้ายทางร่างกายด้วยซ้ำไป
“เรารู้สึกว่าผู้ป่วยจิตเวชเขาน่าสงสาร น่าเห็นใจ
เพราะอาการทางกายยังมียารักษาได้ แต่อาการทางใจที่ถูกกระทำย่ำยีจนแทบจะสูญเสียความเป็นมนุษย์คงไม่มียาชนิดไหนจะรักษาให้หายขาดได้เลย
ต่อให้เป็นโรคร้ายอย่างเอชไอวี แต่ผู้ป่วยก็ยังสามารถรักตัวเองเป็น รักคนอื่นได้
กินอาหารที่อร่อย ทำอะไรที่เป็นความสุขของชีวิตได้อีกหลายอย่าง แต่สำหรับผู้ที่ถูกกระทำความรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหมดคุณค่าในตนเองจนกระทั่งกลายเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชความสุขของพวกเขาได้ถูกทำลายให้หมดไปตั้งนานแล้ว”
ตลอดชีวิต
36 ปีของนัดดานั้นเธอตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาตลอด จนถึงวันนี้ นัดดา
ได้ไปใช้ชีวิตในบ้านสงเคราะห์ของภาครัฐ
ซึ่งก็คงต้องให้การดูแล ฟื้นฟูบำบัด สภาพจิตใจของเธอกันต่อไป
แม้จะไม่รู้ว่าจะมีวันใดที่นัดดาจะสามารถกลับมาเป็นปกติ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือผู้ป่วยจิตเวชอย่างเธอล้วนแล้วแต่น่าเห็นใจเสมอ
………………………………………………………………………………………………………………..
หากผู้หญิงและเด็ก
ท่านใดประสบปัญหาในชีวิต เช่น ความรุนแรงในครอบครัว ท้องไม่พร้อม ถูกข่มขืน หรือติดเชื้อ เอช ไอ วี
สามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่
สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน 501/1 ซ.เดชะตุงคะ 1
ถ.เดชะตุงคะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ
10210 โทรศัพท์ 0 2929 2222 ตลอด 24 ชม.
ในกรณีที่ท่านต้องการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กในบ้านพักฉุกเฉินสามารถติดต่อได้ที่
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และหาทุน โทร. 0 2929 2301-7 ต่อ 109,113
E-mail:
admin@apsw-thailand.org เว็บไซต์สมาคม www.apsw-thailand.org
วันพฤหัสบดีที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2561
About สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ
สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เป็นองค์กรเอกชนสาธารณกุศล ซึ่งไม่แสวงหากำไร ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2523 โดย แม่ชีคุณหญิงกนิษฐา วิเชียรเจริญ ซึ่งท่านมองเห็นการเลือกปฏิบัติ ต่อสตรีและความเหลื่อมล้ำระหว่างเพศอันนำไปสู่การริดรอนสิทธิส่วนบุคคล เอารัดเอาเปรียบ ผู้หญิงและเด็กในหลายลักษณะ เช่น ล่อลวง ข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ บังคับให้ค้าประเวณี จนนำไปสู่ปัญหาท้องเมื่อไม่พร้อม บ้างก็ถูกทารุณกรรม ทอดทิ้ง ติดเชื้อ HIV/AIDS จากบุคคลในครอบครัว ฯลฯ จึงก่อกำเนิดเป็นโครงการบ้านพักฉุกเฉิน เพื่อเป็นที่พักพิงชั่วคราวทั้งทางกายและใจให้แก่ผู้หญิง และเด็กที่เดือดร้อนซึ่งประสบปัญหาวิกฤตในชีวิต ให้ความช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย อาหาร ดูแล สุขภาพอนามัย รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำ การให้ทักษะชีวิตและกำลังใจ ใช้หลักการสังคม สงเคราะห์และกระบวนการจัดกลุ่มบำบัดทางจิต การส่งเสริมความรู้และฝึกอาชีพ เพื่อนำไปสู่ความเชื่อมั่นในตนเองสามารถ ดำเนินชีวิตในสังคมได้ปกติสุข ทั้งนี้ในแต่ละวันมีผู้หญิงและเด็กที่เดือดร้อนพักอาศัยประมาณ 70-80 คนต่อวัน โดยมี นักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาเป็นผู้ให้การดูแล ทั้งยังรับปรึกษาทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมงโทร. 02-9292222
บ้านพักฉุกเฉิน รับ ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กที่เดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ เช่น• ถูกกระทำความรุนแรง• ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ• ท้องไม่พร้อม• ติดเชื้อ เอช ไอ วี / เอดส์• ขัดแย้งภายในครอบครัว• ไม่มีงานทำและไม่ที่มีที่พัก• ถูกทอดทิ้ง ไร้ที่พักอาศัย
ซึ่งจะรับช่วยเหลือแทบจะทุกกรณี ยกเว้นทุพพลภาพ เจ็บป่วย บาดเจ็บ จนช่วยเหลือตนเองไม่ได้-เดินไม่ได้ วิกลจริต ผู้ป่วยเอชไอวี/เอดส์ ในระยะสุดท้าย หรือโรคติดต่อร้ายแรงอื่นๆ
หากประสบปัญหาดังกล่าสามารถเดินทางมาขอรับความช่วยเหลือได้ทุกวันตลอด24ชั่วโมง(ไม่มีวันหยุดค่ะ) โดยนำเอกสารประจำตัวต่างๆมาด้วย ส่วนของใช้ไม่ต้องเอามาก็ได้ค่ะที่นี่มีให้
การเดินทางบ้านพักฉุกเฉินอยู่ตรงข้ามกับสนามบินดอนเมือง การเดินทางหากมาจากต่างจังหวัด 1.ลงรถที่รังสิต มาต่อรถเมล์ที่ป้ายรถประจำทางหน้าโรงหนังเมเจอร์รังสิตขึ้นรถเมล์ สาย 29,59,187 หรือรถปอ.สาย29,510,187,538 บอกกระเป๋ารถเมล์ว่า ลงป้ายสถานีตำรวจดอนเมือง เมื่อลงป้ายนั้นแล้วให้เดินข้ามสะพานลอย มานั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง บอกว่า มาบ้านพักฉุกเฉินค่ามอเตอร์ไซด์ 20 บาท2.ลงรถที่ขนส่งเอกมัย ให้นั่งรถเมสาย 38 มาลงอนุเสารีย์ชัยสมรภูมิ หรือนั่งรถไฟฟ้าที่สถานีเอกมัยมาลงที่สถานีอนุเสาวรีย์ชัยฯ หรือสถานีจตุจักรก็ได้ แต่ถ้าลงอนุเสารีย์ชัย ต่อสาย29, ปอ.29 ปอ.510 จะเป็นช่วงต้นสายจะได้นั่ง แต่ถ้ามาต่อตรงจตุจักรแม้จะใกล้กว่าแต่อาจจะต้องยืนหรือรถอาจจะแน่นเพราะรถเมล์จะเต็มมาจากอนุเสาวรัย์ชัย และเมื่อมาต่อรถเมล์สาย สาย29, ปอ.29 หรือ ปอ.510 บอกกระเป๋ารถเมล์ว่ามาลงป้าย สน.ดอนเมือง พอลงป้ายนั้น แล้วให้ต่อมอเตอร์ไซด์รับจ้างจากฝั่งที่ลงรถ บอกว่า มาบ้านพักฉุกเฉิน ค่ามอเตอร์ไซด์ 20 บาท3.ลงรถที่ขนส่งหมอชิต ให้ต่อรถเมล์ สาย77 จากในหมอชิต เพื่อมาลงที่จตุจักร ต่อรถเมล์ที่ป้ายฝั่งจตุจักร สาย 29 หรือรถปรับอากาศสายปอ.29,ปอ.510 บอกกระเป๋ารถเมล์ว่ามาลงป้าย สน.ดอนเมือง พอลงป้ายนั้น แล้วให้นั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง จากฝั่งที่ลงรถ บอกว่า มาบ้านพักฉุกเฉิน ค่ามอเตอร์ไซด์ 20 บาท
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ชีวิตใหม่
ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...
-
Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน “ถ้ากลับไปหาเขาก็กลับไปตายค่ะ ...กล...
-
ชีวิตใหม่ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เรื่อง : ผู้หญิงในบ้านพักฉุกเฉิน , ผู้เขียน : จิตรา นวลละออง...
-
คืนอัปยศ Based on true story by บ้านพักฉุกเฉิน สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ “เรื่องที่ผ่านมามันสอนให้อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ ทำให้โตขึ้นคิดมากขึ...








